พฤศจิกายน

24

Diary ของ อโหสิ

สิ่งที่ได้จากสวนท้อ
เมื่อวานมีโอกาสไปกราบครูบาอาจารย์
นึกว่าจะไม่มีโอกาสซะแล้ว ท่านมาแสดงธรรมที่บ้านอารีย์
 ด้วยความสงเคราะห์ของญาติธรรม
จึงมีที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ยากยิ่งเหลือเกิน
กับที่นั่งนี่แหละ คงเป็นเพราะหลายๆคน
สงสารที่เราไม่ได้ไปกราบท่านนานมากแล้ว เพราะไม่สบาย
และเหนื่อยจนนั่งรถไม่ไหว
อย่าว่าแต่จะนั่งรถเลย หายใจยังแทบจะไม่มีแรง
มาดีขึ้นเมื่อวันสองวันนี่เอง
เมื่อรู้ว่าครูบาอาจารย์ท่านเมตตามาถึง กทม.
ก็ต้องกัดฟันมากราบท่านให้ได้ แต่ถึงแม้จะตั้งใจมั่นอย่างไร
กิเลศก็ยังมายุแหย่จะไม่ยอมให้เราไปให้ได้เลย
กว่าจะสู้กับกิเลศได้เกือบแพ้เหมือนกัน เข้าใจเลยว่ากิเลศ
มันมีกำลังกล้าแข็งมาก
ยิ่งถ้าเรายอมให้มันครอบงำจิตเราได้แม้เพียงครั้งเดียว
ต่อไปกิเลศก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นทุกที
แล้วจิตเราก็จะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
เหมือนอย่างช่วงทั้งเดือนที่ผ่านมา กายป่วย จิตป่วย
จิตก็เลยไปจับกับความวิตกกังวลเดิมๆที่เราเคยผ่านมาได้แล้ว
จิตไปปรุงแต่งให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่
แล้วมันก็ใหญ่ขึ้นจนเข้ามาครอบงำจิตเราหมดสิ้น
หมดสิ้นจนจิตไม่มีกำลังจะทำอะไรเลย
กิเลศพาจิตไปสร้างสวนท้อ จิตก็ตามไปเหมือนกิเลศ
มันเป็นเจ้านายที่ยิ่งใหญ่
สวนท้อก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้นท้อค่อยๆ เติบโตขึ้น
ทีละต้น ทีละต้น จนเต็มสวนไปหมด
เราไม่พอใจหรอก
 ไม่ชอบใจมากๆที่ต้นท้อมันเจริญงอกงาม
โดยเราไม่ได้รดน้ำพรวนดินเลย
มันอาศัยกิเลศจากจิตเราเป็นอาหาร เป็นน้ำหล่อเลี้ยงลำต้น
เราได้แต่ทอดอาลัยมองดูการเจริญเติบโตของสวนท้อ
ด้วยความรันทด
จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วหลวงพ่อท่านมาแสดงธรรม
ที่ศาลาลุงชินเดือนละครั้งตามปกติ
แต่เราก็ไม่ได้ไปเพราะไปไม่ไหว
ลูกศิษย์ท่านไปฟังกันเยอะเหมือนเดิม มีคนมาเล่าให้ฟังว่า
หลวงพ่อท่านไม่ค่อยสบาย
เทศน์ไป ไอไป แล้วก็จิบน้ำเป็นระยะๆ
ท่านบอกว่า เป็นโยมนี่สบายนะ
ป่วยก็ไม่ต้องมาฟังธรรม เป็นพระน่ะลำบาก
ถึงป่วยก็ต้องมาแสดงธรรม
ได้ฟังแค่นี้แหละจิตมันฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่ากำลังมันมาจากไหน แค่ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์
ที่ท่านยอมเหนื่อยยากลำบากขันธ์
มาแสดงธรรมโปรดลูกศิษย์ คิดถึงตรงนี้จิตมันก็รู้สึกตัว
รู้ ตื่น เบิกบานขึ้นมาทันที
พอรู้สึกตัวก็เริ่มรำพันคร่ำครวญ ก็ยังดีกว่าไม่รู้
มีจิตตั้งมั่นที่จะค่อยๆ
โค่นต้นท้อลงทีละต้น ทีละต้น ด้วยหวังว่าค่อยๆ
โค่นไปเดี๋ยวมันก็จะหมด
แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ โค่นไปมันก็ขึ้นมาใหม่
ตัดไปมันก็ขึ้นมาอีก 
โห เหนื่อยมาก แต่เราไม่ท้อแล้ว เราก็ศิษย์มีอาจารย์เหมือนกัน
 นั่นแน่ อัตตาโผล่เลย พอบอกตัวเองว่าโค่นทิ้ง
เราก็เพียรโค่นไปเรื่อยๆ
ผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง เมื่อวานก็ได้มาฟังธรรมครั้งแรก
หลังจากที่ไปทำสวนท้อออกมา
บุญจริงๆได้ที่นั่งแถวที่ 2 ที่นั่งแถวแรกข้างหน้าเราว่างอยู่
เราก็เป็นห่วงว่าที่นั่งใครหนอ
ไม่มีป้ายชื่อติดไว้ด้วย เกรงว่าเขาจะมาไม่ทันฟังธรรม
จนกระทั่งหลวงพ่อท่านมาถึง
แล้วออกมานั่งที่เก้าอี้สำหรับแสดงธรรม
จึงเห็นคุณแม่ชีที่เราเคารพอย่างยิ่งค่อยๆเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวนั้น
เราดีใจมาก เห็นความดีใจ เห็นจิตที่เคลื่อนมารับอารมณ์
มีโอกาสได้กราบท่านใกล้ชิด
จนหลวงพ่อท่านเทศน์จบ คุณแม่ท่านก็รีบลุกขึ้นต้องรีบกลับ
เราก้มลงกราบแล้วกราบเรียนท่านว่า
พักนี้พี่ไม่ค่อยสบาย ไม่ได้ไปกราบคุณแม่นานเลย
คิดถึงคุณแม่มากนะคะ
ท่านเมตตาหันมายิ้มให้เราแล้วบอกว่า ภาวนานะคะ
ภาวนาไว้นะคะ
เสียงท่านเพราะมากแม้ว่าท่านจะพูดค่อยๆ
แต่เหมือนเสียงท่านดังก้องตะโกนอยู่ในหัวใจเรา
เราน้อมรับคำท่านว่า ค่ะ จะเพียรภาวนาต่อไป มีปิติอิ่มเอิบ
คนเริ่มทยอยกลับ
คนมากจนเราลุกไม่ไหว ตาลายไปหมด
โชคดีที่หลานที่ตามมาทีหลังเดินมาหา แล้วพากลับบ้าน
 ถึงบ้านแล้วกำลังใจดีขึ้น
ลองนั่งแล้วใช้โยนิโสพิจารณาถึงเหตุการณ์ต่างๆ
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ทำไมถึงหลุดเข้าไปในสวนท้อได้ แม้มันจะเป้นอดีตไปแล้ว
แต่อดีตบางอย่างก็น่าจะจำไว้เป็นบทเรียน
ได้ความรู้ว่า เพราะเราไม่แกร่งพอ
 ความตั้งใจที่จะเดินไปบนหนทางแห่งการไม่เกิดไม่ตายนั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องทำเล่นๆ
ต้องเข้มแข็ง อดทน อดกลั้น มีวินัย [...]

ตุลาคม

6

Diary ของ อโหสิ

สวัสดีค่ะ ญาติธรรมกัลยาณมิตรทุกๆท่าน
กลับจากวัดมาวันที่ 27 พลังเต็มเปี่ยม
กุศลใดๆที่จะมีเกิดขึ้นจากการได้มีโอกาสไปภาวนา
ที่สวนสันติธรรมครั้งนี้
ขอญาติธรรมกัลยาณมิตรได้มีส่วนในกุศลนั้นทุกท่าน
อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันเลยนะคะ
 *****************************************
กลับจากวัดวันที่ 27 รุ่งขึ้นว้นที่ 28 ไปฟังอาจารย์เราตอบคำถาม
ตั้งแต่บ่าย 3 โมงกลับ 5 ทุ่ม แต่อาจารย์เรายังอยู่ต่อ
อนุโมทนาสาธุค่ะ
 **********************************
คุณปู สาธุค่ะ อนุโมทนากับคุณปูด้วยนะคะ ขอบคุณที่คุณปูตามมาอ่านค่ะ
 **********************************
คุณไก่คะ อนุโมทนากับคุณไก่มากมายค่ะ สำหรับ CD 3วันที่สวน
ที่คุณไก่ได้เป็นธุระจัดการให้
และยังกรุณานำมามอบให้ด้วยตัวเองในวันที่ 28
ซึ่งป้าเพิ่งกลับจากสวนได้วันเดียว
เป็นประโยชน์กับป้าอย่างที่สุด
วันที่คุณไก่อุตส่าห์ลำบากเอาCDมาให้ต้องขอโทษจริงๆเลยค่ะ
ส่งการบ้านแล้วเมาหมัด เกิดอาการงง
ไม่รู้คุณไก่กลับไปตอนไหน ไม่ได้ล่ำลาเลย
แต่ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวเราก็เจอกันอีก ตอนนี้ป้าลุกไหวแล้ว
เริ่มออกอาการซ่าได้เหมือนเดิม
อาจจะได้เจอกันวันกฐินสวนค่ะถ้าคุณไก่ไป
กฐินปีนี้ยอมตาย อิอิ
ขอบคุณสำหรับแฟนพันธ์แท้ด้วยค่ะ
 ********************************
คุณกู้คะ ไม่เจอกัน 10 วัน นานเหมือน 10 ปี คิดถึงจริงๆ
คืนนั้นน้ารอคุณกู้ไม่ไหว เลยหนีกลับก่อน
ทั้งๆที่อยากอยู่รอจัง ขนาดไปชาร์ทแบตมาใหม่ๆนะเนี่ย
แล้วคืนนั้นเป็นไงบ้างคะ ดึกไหม ก็คงดึกอ่ะนะ
น้ากลับมาก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว
เมื่อวันจันทร์ก็ว่าจะไปวัดบวรเหมือนกัน แต่ไม่มีแรง
จะว่าไปคืนวันที่ 28 น้ามีความสุขมากค่ะ รู้สึกว่าน้าโชคดีจริงๆที่ได้อยู่ในหมู่หลานๆ
ที่รักการภาวนาอย่างแท้จริงตั้งแต่อายุน้อยๆ
เป็นอุทธาหรณ์ให้น้าหยุดไม่ได้
เป็นตัวอย่างอันดีที่พาให้น้าต้องภาวนาตามไปด้วยโดยไม่กล้าหยุด
เพราะเวลาของน้าเหลือน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกคน
อนุโมทนากับคุณกู้นะคะ หวังว่าคงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้
แบบว่าน้ายังเข้า facebook ไม่เป็นเลยค่ะ
 ***************************
คุณปาน แม่ดีใจมากๆนะคะที่ได้พบคุณปานในบล็อกของแม่
 อนุโมทนาบุญตั้งแต่ที่คุณปานได้บวชมาแล้ว
จนถึงได้มีโอกาสไปสร้างพระอุโบสถด้วยนะคะ
คุณปานจะไปเมื่อไหร่ อย่างไรคะ
เดี๋ยวถ้าติดต่อได้จะติดต่อคุณปานอีกทีค่ะ
 ขอบคุณสำหรับผลบุญทุกอย่างที่คุณปานแบ่งปันให้
สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
 ********************
คุณน้อย ขอบคุณมากค่ะที่ได้ส่งพระสมเด็จมาให้
ป้าได้รับแล้วค่ะวันนี้เอง
ขอความมีน้ำใจอันดีงามของคุณน้อย
ส่งผลให้คุณน้อยสมปรารถนาในทุกสิ่งที่ปรารถนานะคะ
ยังคงเป็นกำลังใจให้กันอยู่ค่ะ
พอดีเมื่อวานเข้าไปในลานธรรม
ได้เห็นกระทู้ที่นำเสนอเรื่องที่คุณดังตฤณ
ไปบรรยายที่วัดบวรเมื่อวันที่ 3
ที่คุณน้อยได้พระมาอ่ะค่ะ ท่านพูดถึงเรื่องอจินไตย 4 อย่าง
อย่างที่3คือเรื่องของกรรมวิบาก ท่านอธิบายไว้ดีจังค่ะ
ว่างๆคุณน้อยลองเข้าไปอ่านดูซิคะ
 *******************
คุณสายคะ [...]

กันยายน

25

Diary ของ อโหสิ

ขอบคุณทุกๆ commentนะคะ หลังจากวุ่นวาย เวิ่นเว้อ
 
และฟุ้งซ่านมานาน
 
ลืมกายลืมใจมานาน ขอไปภาวนาที่สวนสันติธรรม 3 วันค่ะ
 
กลับมาแล้วเจอกันค่ะ

กันยายน

19

diary ของอโหสิ

หลังจากป่วยบ้างดีบ้างก็ได้ทดสอบอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
 
อยู่ๆอาการก็ทรุดลงไปเฉยๆ ลุกไม่ไหว เวียนหัว
 
เดินไม่ค่อยได้ ใช้เกาะข้างฝาเอาเหมือนจิ้งจกตุ๊กแก
 
แต่เท่าที่จำได้ชาตินี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับจิ้งจกตุ๊กแกเลย ค่อยเบาใจไปหน่อย
 
วันเสาร์ที่ 12 พอลุกนั่งได้คอตั้งไหวไม่ล้ม
 
ก็รีบไปกราบครูบาอาจารย์ทันที
 
เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ไม่ได้อยากส่งการบ้านหรอก
 
เพราะ 2 ครั้งหลังมานี้ได้ส่งการบ้านติดกันโดยไม่ได้ยกมือ
 
แต่อยากไปชาร์ทแบต ใช้แบตไปเยอะมากไม่เหลือเลย
 
ครั้งหลังสุดที่ไปกราบท่าน เรารู้สึกว่าการภาวนามันระส่ำระสาย
 
ไม่มีระเบียบ ดูซิ เขียนไปดูจิตไปยังรู้เลยว่าเราติดดี
 
อยากภาวนาให้มันดี พอไม่ได้ดังใจก็ไม่พอใจละ
 
จะเอาดีอะไรนักหนาหนอ แค่เห็นตามจริงได้ก็พอแล้ว
 
วันนั้นหลวงพ่อเมตตาถามว่า ธิดา จิตเป็นกลางหรือเปล่า
 
เสียงท่านเน้นๆนิดนึง
 
เราสว่างวาบจิตตั้งมั่นขึ้นมาทันที
 
กราบเรียนท่านว่า จิตไม่เป็นกลางเลยเจ้าค่ะ
 
ท่านบอกว่า ไปดูมานะ จากวันนั้นจิตเราเริ่มเป้นกลางขึ้น
 
จนถึงวันที่ป่วยลุกไม่ไหว
 
ก็ดีซิ เราจะได้นอนดูจิตไปเรื่อยๆ
 
พลันก็ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์เทศน์ให้ฟังว่า
 
ท่านได้ไปเยี่ยมพระองค์หนึ่งซึ่งป่วยหนัก ท่านเลยไปให้กำลังใจว่า
 
ตายแน่ คราวนี้ท่านต้องตายแน่ๆ
 
(หมายถึงพระองค์ที่ท่านไปเยี่ยม)
 
ให้นอนดูกายมันตายไปเลยนะ แล้วปรากฏว่าพระองค์นั้นก็มรณภาพ
 
ในวันรุ่งขึ้นอย่างสง่างาม หวนมาคิดถึงตัวเอง
 
เราก็ต้องนอนดูกายมันตายไปเลยเหมือนกัน
 
แล้วเขาดูกันยังไง นั่นซิเราก็ถนัดแต่จะดูจิตท่าเดียว 
 
เพราะตอนนั้นเรามีเวทนาแรงมาก
 
ดูเวทนาแล้ววิตกกังวล (ตามนิสัยของเรานั่นแหละ)
 
พอวิตกกังวล สัญญาก็เข้ามาทำหน้าที่
 
เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวมันจะเจ็บกว่านี้ สังขารก็เข้ามาช่วยปรุงแต่งต่อ
 
แล้วจะไหวไหมเนี่ย มันจะเจ็บปวดจนขาดสติหรือเปล่า
 
ถ้าขาดสติจะไปดีหรือ
 
ถ้าตายตอนนี้จุติจิตจะไปเป็นปฏิสนธิจิตที่ไหนล่ะ เฮ้อ
 
เจ็บจะตายยังไม่รู้ลงปัจจุบัน ไม่อยากเกิดอีกแล้ว
 
แต่กลับไปสร้างภพอยู่เหยงๆเลย กิเลศตัณหาครอบงำจิต
 
กว่าจะรู้ตัวกระสับกระส่ายอยู่เป็นวันเลยนะเนี่ย
 
แต่พอหลุดออกมาได้ก็ไม่ตายซะเฉยๆงั้นแหละ
 
ลุกได้ก็ขอไปกราบครูบาอาจารย์ก่อน
 
เลยไปเป็นลมที่วัดเสียอีก อึดอัด แน่นมาก หายใจไม่ออก
 
เหงื่อออกโทรมทั้งตัวเลย นั่งต่อหน้าหลวงพ่อด้วย
 
ท่านก็กำลังเทศน์ ก้มตัวลงอยากจะกราบลาท่าน
 
เผื่อจะไม่ได้มากราบท่านอีก ปรากฏว่าหลังแข็ง คอแข็ง ก้มไม่ลง
 
เวียนหัวเจ็บระบมไปทั้งหัวเลย ทรมานมาก
 
ได้แต่นั่งพนมมือนิ่งๆ แปลกมากเลย
 
อยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์จิตมันฉลาด มันไม่ยอมทรมานด้วย
 
มันหนีเลย จิตถอยออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดูทันที
 
นึกออกแล้ว รู้แล้วว่าเขานอนกายมันตายกันอย่างไร
 
คนเราใช่ว่าจะตายกันง่ายๆหรอก
 
เรากำหนดไม่ได้ว่าจะตายตอนไหน
 
เพราะฉนั้นต้องเตรียมตัวไว้ตลอดเวลา ฝึกที่จะตายอย่างมีสติ
 
สติอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย
 
กราบขอบพระคุณท่านพญามัจจุราชที่เมตตามาคอยเตือนอยู่เนืองๆ
 
เลยได้มีโอกาศซ้อมตายไว้ก่อน แต่ก็ต้องระวัง
 
เพราะบางทีถ้ามีโอกาศซ้อมตายแล้วเกิดตอนจะตายจริงๆ
 
สัญญามันจะหลอกว่านี่คือการซ้อมอีกแล้ว
 
พอจำได้ก็จะไปหมายรู้ต่อผิดๆ
 
ต้องอยู่อย่างไม่ประมาทจริงๆเลย เฮ้อเหมือนง่ายแต่มันก็ยาก
 
เอ๊ะ แล้วนี่มันเป้นวิปัสนูกิเลสหรือเปล่าเนี่ย
 
ยุ่งจริงๆเลย ยุ่งอยู่แล้วยังจะไปปรุงแต่งให้ยุ่งเข้าไปอีก กรรม
 
ลูกขอก้มกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

กันยายน

18

diaryของอโหสิ

สวัสดีทุกท่านค่ะ ขอตอบ comment ก่อนนะคะ
 
ขอโทษอย่างมากค่ะที่หายไปนานมาก รู้สุกผิดแต่ป่วยจริงๆค่ะ
 
คุณสายศิลคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ พี่รู้สึกตัวว่าตอนนี้แก่มากมาย
 
มีอาการเตือนเป้นระยะๆแล้วค่ะ เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย
 
คุณสายได้ ฟอร์เวิร์ดเมล์เรื่องคุณหมวยไหมคะ พี่คิดว่าได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้พี่จะส่งไปให้อ่านเล่นๆค่ะ
 
 พี่จะไม่ตั้งความหวังใดๆแล้ว เพียรที่จะอยู่กับปัจจุบัน
 
แต่ถ้าคุณสายมาถึงเมืองไทยเมื่อไหร่โทร.หาพี่ทันทีนะคะ ถ้าโทร.ไปได้เมล์มาเลยค่ะ
 
ไม่ตั้งความหวังแต่ตั้งตารอ อิอิ ตามฟอร์มเดิม
 
*********************************
 
คุณ CheRie คุณรี่คะ ป้าขอบคุณมากที่ทำ facebook ให้ป้าเร็วทันใจตามที่สัญญากันไว้
 
แต่ป้าใช้ไม่เป็นอ่ะ ป้าตามลิ้งค์คุณรี่ไปสมัครสมาชิกไว้แล้วค่ะ
 
เดี๋ยวหาผ้รู้มาบอกอีกที พรุ่งนี้คุณรี่ไปป่าละอูหรือเปล่า ป้าไปไม่ไหว อยากเจอจัง
 
******************************
 
คุณน้อย ขอบคุณในความห่วงใยที่มีให้กัน อย่าลืมแผ่เมตตาให้ตัวเองบ่อยๆนะคะ
 
ถ้าป้าจะรักใครสักคน ป้าจะดูว่าป้ารักเขาหรือป้ารักตัวเอง เพราะเท่าที่ป้าพบมา
 
คนเราส่วนมากมักจะรักตัวเองเป้นที่ 1 เสมอถ้าเราจะรักใครสักคนก็เพราะมันทำให้เรามีความสุข
 
ถ้าเรารักใครสักคนเหมือนที่เรารักตัวเอง เราก็อยากให้คนๆนั้นมีความสุขโดยปราศจากเงื่อนไข
 
คิดแค่นี้ตัวเราเองนั่นแหละที่จะเป็นผู้ได้รับความสุขเสียเอง คิดถึงคณน้อยนะคะ
 
***************************
 
ลูซี่ลูกรัก เห็นลูซี่ที่นี่แม่ดีใจมากเลย
 
ลูซี่จ๋า แม่คิดถึงลูซี่จัง แม้ว่าจะสั้นแต่ก็ได้ใจความนะ เกือบ 2 ปีแล้วไม่ได้เจอกัน
 
บางทีตอนลูกลงมาดูทำเล meeting เราอาจได้เจอกัน
 
อย่าไปกินแมคโดนัลบ่อยนัก เดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไปลูกเอ๋ย อิอิ

กันยายน

3

diaryของอโหสิ

นิสัยของคนหมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน
 
เคยฟังเทศน์ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า นิสัยของคนนั้น
 
อย่าว่าแต่100ปีหรือไม่ถึง100เลย แม้หมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน
 
ตอนนี้เรารู้แล้วว่าใช่เลย เคยเป้นคนชอบคร่ำครวญรำพันต่างๆนานา
 
เดี๋ยวนี้ก็เป็นอยู่ เพียงแต่มีสติรู้ทันบ้าง รู้ไม่ทันบ้าง
 
เคยเป็นคนหวงทุกข์ ชอบกอดความทุกข์ไว้ไม่ยอมวาง
 
พอกอดทุกข์ไว้จิตใจก็จะหดหู่ซึมเศร้า เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ อะไรจะขนาดนั้น
 
ครูบาอาจารย์สอนว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ตามจริง นิสัยต่างๆที่เคยติดตัวมา
 
ไม่ว่าจะเป็นกี่ภพกี่ชาติก็ยังเป้นเหมือนเดิม
 
แต่ถ้าได้มาเรียนรู้ตามจริงนิสัยที่ไม่ดีก้อาจเปลี่ยนไป
 
ก็คงจะจริง หลายอย่างของเราเปลี่ยนไป และหลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม
 
ที่ผ่านมาจิตเรามักติดกับความซึมเศร้า จิตที่ซึมเศร้าเป้นอกุศลจิต
 
ตราบใดที่จิตเป็นอกุศลอย่าหวังเลยว่าการภาวนาจะก้าวหน้า
 
และถ้าตายไปตอนนั้น นึกเอาเองก็แล้วกันว่าอกุศลจิตขณะที่จิตจุติไปเป้นปฏิสนธิจิต
 
มันจะไปไหน น่ากลัวไหมล่ะนั่น
 
แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่าจิตเป็นอกุศลจิตก็จะเป็นกุศลทันที
 
แต่มันก็แค่แว่บเดียว เดี๋ยวก็กลับไปเป็นอกุศลอีก
 
และตอนนี้เราก็ดูจิตอยู่คู่เดียวเองคือ กุศลกับอกุศล ดูไปดูมาก็เริ่มงง
 
ปกติเราเห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ (แต่ฝึกได้)
 
แล้วจิตเค้าจะเป้นอย่างไรก้ต้องปล่อยให้เป้นไป
 
แต่มาตอนนี้เรากลับเห้นว่าจิตไม่ใช่ตัวที่แสดงสภาวะจริงๆแล้ว
 
จิตเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู
 
แล้วจิตก็ไปเห็นอาการของจิต สุข ทุกข์ มีกิเลศ มีตัณหาต่างๆนานา
 
ไม่มีตัวเรา แม้แต่เวลาที่เราเขียนว่า เรา ก็รู้สึกว่ามันผิด มันไม่ใช่เรา
 
มันไม่มีตัวเรา มันมีแต่จิตผู้รู้ ที่ไปรู้อาการต่างๆของจิต
 
แล้วจิตผู้รู้ก็มาเห็นกาย แสดงอาการต่างๆกิน ดื่ม ทำ พูด คิด เดิน นอน นั่ง
 
แต่เราไม่เห็นว่ามันเป้นแค่ธาตุ
 
เรายังเห็นว่ามันก็เป็นคนน่ะแหละ แต่มันไม่เกี่ยวข้องกับเรา
 
เฮ้อ มันบรรยายยากจัง แต่นิสัยชอบคร่ำครวญก็อยากระบายอ่ะนะ
 
แล้วที่รู้ที่เห็นนี่มันก็ทุกข์เหลือเกิน เราไม่อยากทุกข์หรอก
 
เพราะตอนนี้มีแต่คนเห้นทุกข์ เราไม่อยากเห้นเหมือนใครเลย
 
มันก็อัตตาแหละ ครูบาอาจารย์สอนว่า วิปัสนาเริ่มต้นเมื่อหมดความคิด
 
 อัตตามันไม่มีอยู่จริง มันเป้นแค่ความคิด แล้วไงล่ะ
 
เหมือนเราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันตันก้เพราะจิตมันไปสร้างกิเลศขึ้นมา
 
แล้วจิตมันก็ปล่อยให้กิเสลมาครอบงำจิต อยากส่งการบ้านจัง
 
อยากส่งการบ้านกับครูบาอาจารย์ทั้งสองของเรา
 
ท่านใดท่านหนึ่งก้ได้แล้วแต่โอกาศ
 
สงสัยก็รู้ว่าสงสัย ง่ายไปหน่อยไหมเนี่ย เพิ่มอีกหน่อยแล้วกัน(ขอปรุงแต่งหน่อย)
 
สงสัยแล้วก็รู้ว่าจิตมีโมหะ
 
มีตัณหาอยากรู้ว่าสภาวะแบบนี้เห้นจริงรู้จริง หรือว่าคิดไปเอง
 
หรือว่าเป้นวิปัสนูกิเลศ หรือว่าถลำดุเข้าไปแล้ว
 
เอ้อ ให้มันได้อย่างนี้ซิ กลัวว่าจะง่ายไปมังเนี่ย ช่างสงสัยจริ๊งจริง
 
พรุ่งนี้คุณกู้จะกรุณามารับไปกราบหลวงพ่อ [...]

สิงหาคม

28

diaryของอโหสิ

ความมหัศจรรย์ของจิต
 
เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์พ่อตั้งแต่เช้ามืด ออกจากบ้านสายไปหน่อยตี5แล้ว
 
หลังจากที่ขาและเท้าบวมมาหลายวัน เดินแทบไม่ไหวเลย
 
ใต้เท้าบวมวางลงกับพื้นไม่ได้ เจ็บปวดมาก
 
อยู่ๆเมื่อวานใต้พื้นเท้าก็ยุบลงบ้าง เลยรีบไปกราบครูบาอาจารย์
 
ไม่มีเวลาที่จะให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์อีกแล้ว
 
ฟังธรรมวันนี้จิตตื่นตลอดเวลา ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ถึงเรื่องของจิตล้วนๆ
 
จิตเป็นเรื่องที่เราเข้าใจยากมาก แต่เรากลับฟังด้วยความสนุก
 
ตื่นเต้นไปกับความมห้ศจรรย์ของจิต
 
ท่านแสดงธรรมว่าจิตมีหน้าที่ทีเดียวกันถึง14อย่าง ใช่หรือเปล่าไม่แน่ใจ
 
เพราะเดี๋ยวนี้เราจำอะไรไม่ค่อยได้เลย ฟังไปคิดไป ฟังไปเผลอไปได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง
 
 และในขณะที่จิตทำหน้าที่อย่างหนึ่งยังแยกออกไปได้อีก 5 อย่าง
 
ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว และเราก็ตั้งใจฟัง
 
ขณะฟังเราเกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานของจิตชัดเจนมาก
 
แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว เพราะพระอภิธรรมกับเราเป็นอะไรที่ไม่เคยจำได้สักที
 
เอาเป็นว่าฟังธรรมวันนี้เข้าถึงจิตถึงใจ แต่เข้าไม่ถึงสมอง
 
พอถึงเวลาส่งการบ้านเราก็ไม่ยกมือหรอก เพราะสภาวะแห่งความนิ่งๆ
 
ที่เราตั้งใจมากราบเรียนถามครูบาอาจารย์ในวันนี้
 
มันหลุดออกมาแว่บไปแว่บมาตั้งแต่ตอนท่านแสดงธรรมแล้ว
 
มันออกมารู้อารมณ์ต่างๆที่กระทบตลอด แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกกันว่าจิตมันขึ้นวิถี
 
แต่ก็ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็ได้ มันก็แค่สมมุติบัญญัติแหละ
 
แต่เมื่อเห็นว่าจิตมันออกมารับอารมณ์แล้วเราก็เลยไม่ยกมือส่งการบ้าน
 
ความจริงวันนี้ถ้ายกมืออาจจะได้ส่งเพราะบริเวณที่นั่งเก้าอี้มีคนประมาณ30กว่าคนเอง
 
แต่มือมันยกไม่ขึ้น ด้วยเห็นว่าครูบาอาจารย์ท่านเหนื่อยมากแล้ว
 
เห็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของครูบาอาจารย์แล้วก็ลดความเห็นแก่ตัวลงได้เหมือนกัน
 
หลังจากฟังธรรมเสร็จเรากลับบ้านดูสภาวะได้ตามควร ไม่ดีนัก
 
แต่ครูบาอาจารย์สอนว่าไม่ได้ดูให้ดี ให้ดูให้รู้ รู้แค่ไหนก็แค่นั้น
 
แต่เราสังเกตว่าถ้าเดินจงกรมแล้วจิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นและเป้นกลางดี
 
ตอนนี้เดินไม่ไหวไม่เป้นไร เดี๋ยวก็ไหวเองแหละแล้วก็ค่อยเดิน
 
การตามดูตามรู้กายใจของเราในวันนี้มันแปลกๆพิกล ดูมันจืดชืดแห้งแล้ง
 
ไม่แจ่มใสเบิกบานเลย แต่ก็เข็ดแล้ว ไม่ไปพยายามทำอะไรเพิ่มอีกแล้ว
 
ดูเท่าที่ดูได้ รู้เท่าที่รู้แล้ว ตกกลางคืนลองนั่งดูทีวี หาวิธีแปลกๆมาใช้
 
นั่งดูละครหลังข่าวที่ไม่ได้ดูมานานหลายปี เราแยกตัวเราออกมาเป้นผู้ดู
 
และลครในทีวีเป้นผู้ที่ถูกดู ดูแบบแยกผู้ดูกับผู้ถูกดูออกจากกัน เออ ทำได้แฮะ
 
ดูละครอยู่ก็รู้ว่าดูละคร เราก็ดูไป ละครก็อยู่ของละครเล่นให้เราดูไป
 
กว่าจะรู้ว่าถูกกิเลศหลอก ละครก็จบเรื่องพอดี กรรมแท้ๆ
 
ดูละครไปก็ดูจิตของตัวละครไปด้วย พร้อมจิตก็พากย์ให้เสร็จ
 
นี่แหละคนเราพอโกรธแล้วไม่มีสติก็งี้แหละ
 
เออ นั่นแหละคนเรา พกเอาไว้แต่ความอาฆาตแค้นก็ทุกข์ทรมานแบบนี้แหละ
 
นั่งดูจิตเขาพากย์มาชั่วโมงครึ่ง ละครจบถึงเพิ่งมาเห็นว่า จิตส่งออกนอกมาตลอด
 
กรรมจริงๆ แทนที่จะดูจิตตัวเอง กลับไปดูจิตตัวละครเสียละเอียดยิบทุกตัวเลย
 
กราบขอขมาครูบาอาจารย์เจ้าค่ะ แต่ก็ยังดีที่รู้ตอนจบ ดีกว่าไม่รู้เลย
 
อย่างน้อยก็ได้ความรู้ทางโลกมาอย่างหนึ่ง ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง
 
นางเอกในเรื่องพอรู้ตัวว่าเป็นเนื้องอกในสมอง อุตส่าห์บอกแม่ครัว
 
ให้ซื้อผักกับข้าวกล้องมาให้กิน ด้วยหวังว่าจะยืดชีวิตตัวเองออไป
 
จนกว่าจะทำการแก้แค้นสำเร็จ แล้วเราล่ะ ไม่คิดจะพยายามรักษาชีวิตตัวเองไว้
 
ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเก็บไว้ใช้ในการภาวนาทำที่สุดแห่งทุกข์หรือ
 
ถึงรูปนามจะแยกออกจากกันแล้ว [...]

สิงหาคม

24

diaryของอโหสิ

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวแบบง่ายและแบบยาก
 
กว่าจะหลุดออกมาจากหลุมที่ขุดฝังตัวเองไว้แทบเอาชีวิตไม่รอด
 
เราลองหยุดพักการภาวนาไว้ชั่วคราวอยากรู้ว่าจะเป้นอย่างไร
 
เพื่อมันจะดีขึ้น ปรากฏว่าอึดอัดยิ่งกว่าตอนที่ภาวนาไม่เป้นเสียอีก
 
ถึงตอนนี้แล้วรู้ว่าหยุดไม่ได้หรอก ถึงเราไม่ดูสภาวะธรรมเค้าก็จะเกิดของเค้าตลอดเวลาแหละ
 
เมื่อเราแกล้งทำเป้นไม่ดู ก็จะได้เห้นได้รู้สิ่งที่แกล้งๆเช่นกัน
 
เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์ เรามีครูบาอาจารย์ 2 ท่านที่เราเคารพบูชาเหนือชีวิต
 
ท่านหนึ่งคือหลวงพ่อ อีกท่านเป้นฆราวาส เราขอเรียกท่านว่าอาจารย์พ่อ
 
เพราะท่านเป้นผู้ทำให้เราได้เกิดใหม่เพื่อเรียนรู้ตามจริงของชีวิต
 
เมื่อวานไปกราบหลวงพ่อ ได้ฟังธรรมแล้วจิตใจอาจหาญร่าเริง ถึงคนจะมากไปหน่อย
 
ได้พบยอดกัลยาณมิตรด้วย สนทนากันแล้วเราได้ข้อคิดดีๆติดมาทุกครั้ง
 
พบกันเมื่อไหร่ก็ได้อนุโมทนาบุญกับท่านทุกที ยังความปิติให้เกิดขึ้นเสมอๆ
 
เมื่อวันที่ 20 ได้ไปฟังอาจารย์พ่อบรรยายโดยได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ท่าน
 
กรุณามารับถึงบ้าน ม่ายงั้นคงอดไปแน่เลย
 
วันนั้นท่านบรรยายเรื่องอะไรจำหัวข้อเรื่องไม่ได้
 
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือท่านชี้แนะถึงวิธีเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว
 
มี 2 แบบคือ แบบง่าย และแบบยาก ทั้ง 2 แบบเป็นการฝึกทางจิต
 
 เสบียงที่เตรียมง่ายๆ คือการแผ่เมตตาและกรุณา ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป้นทางใจ
 
เราต้องมีแก่ใจที่จะให้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าเราจะให้ทุกคน เราจะไม่เบียดเบียน
 
เมื่อจิตสงบสว่างดีแล้ว ก็แผ่ไปให้ทุกๆคน
 
ส่วนการแผ่กรุณานั้นก็คือ ให้มีแก่ใจคิดจะให้เสียก่อน
 
คิดอยากให้ อยากช่วย ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ
 
ให้เรานึกถึงบุญ ทาน คุณงามความดีต่างๆที่เราเคยทำมาจนเกิดปิติแล้วแผ่ไปให้ทุกคน
 
ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
 
จิตที่ยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าไว้เป็นสรณะ จะนำไปสู่ความเมตตากรุณาได้ง่าย
 
ส่วนเสบียงที่เตรียมยากคือความเข้าใจถึงกฏแห่งกรรมวิบาก
 
ให้รู้ว่ากายใจนี้เป็นเครื่องมือให้ตัวเองออกจากวังวนแห่งความทุกข์
 
กฏแห่งกรรมวิบากข้อ 1 คือ ให้เรารู้ว่าชีวิตนี้เปรียบเหมือนละคร
 
ละครแต่ละฉากมีเหตุมีผลอยู่เบื้องหลังเสมอ เพื่อเตือนใจให้เราทำแต่ความดี
 
เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนพากันคิดว่า ทำดีแล้วไม่เห็นจะได้ดี
 
ท่านชี้ให้เห็นว่า ทำดีเดี๋ยวนี้ก็ได้ดีทันทีตรงความสบายใจ
 
สบายใจได้เรื่อยๆแล้วเราจะรู้ว่ากฏแห่งกรรมมีจริง ผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุเสมอ
 
ข้อ 2 คือ ชีวิตนี้ไม่เที่ยง อะไรๆก็ไม่ใช่ของเรา มันแปรปรวนตลอดเวลา
 
การออกจากกรงขังคือการออกจากกายใจนี้ให้ได้
 
ด้วยการตามรู้กายใจนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
 
การบรรยายในวันนั้นเรารู้สึกเหมือนท่านบรรยายให้เราฟังโดยเฉพาะ
 
เพราะท่านยกตัวอย่างหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราขึ้นมาพูด
 
แต่เราก็เสียดายที่ฟังไม่จบ แว่บออกมาก่อนเพราะทุกขเวทนาจากขันธ์
 
เช้านี้เราเห็นทุกขเวทนาแรงกล้า การภาวนายิ่งเร่งก็ยิ่งแย่
 
แต่เราทำใจได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่เกี่ยวกับเรา [...]

สิงหาคม

13

diaryของอโหสิ

รู้สึกตัว
 
3 วันผ่านไปกับความอึดอัดที่ต้องอยู่เฉยๆ โดยไม่ปรุงแต่งขันธ์ใดๆ
 
ทำตามที่ครูบาอาจารย์สั่งมา รู้เท่าที่จะรู้ได้ จิตเริ่มดิ้นรนอยากส่งออกนอก
 
แต่เรารู้ทันเสียแล้วเพราะครูบาอาจารย์บอก อยากดิ้นรนก้ดิ้นรนไป
 
เราก็แค่ตามรู้ตามดูเฉยๆ เราเริ่มรู้สึกตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉยเมยซื่อบื้อเหมือนช่วงที่ผ่านมา
 
โดยเฉพาะตอนตื่นนอน จะเห้นความคมชัดของจิตผู้รู้พอควรเลยแหละ
 
ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า ธรรมดาของนักปฏิบัติ พอตื่นเช้าจิตก็จะรีบไปหยิบฉวยเอาอะไรมาดู
 
เราเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่เราเห็นแค่ว่า พอรู้สึกตัวตื่น
 
จิตจะรีบไปจ้องสภาวะอะไรสักอย่าง แต่ละวันไม่เหมือนกัน
 
พอรู้ว่าจ้องกริบเดียวจริงๆโดยเราไม่ไปแทรกแซง จิตเขาก็จะทำงานของเขาต่อ
 
โดยเราไม่ต้องไปดึงกลับมาหรืออะไรทั้งสิ้น จิตก็จะแค่รู้ลงปัจจุบัน
 
ปัจจุบันสั้นนิดเดียว กระพริบตาทีเดียว ปัจจุบันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว
 
เชื่อครูบาอาจารย์และทำตามที่ท่านสั่งสอน โดยเฉพาะถ้าเป็นการสอนเฉพาะตน
 
เมื่อเราทำตามแล้วจะเห็นผลเร็วมาก เรารู้สึกตัวว่า ตอนนี้จิตโปร่ง โล่ง เบา สบาย
 
เจริญสติเป็นขณะๆ ไม่เอ๋อๆเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ดิ้นรน วุ่นวายหรือไขว่คว้า
 
แค่รู้แค่ดูอยู่เฉยๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า การภาวนานี่มันง่ายนะ ผิดกับเมื่อ4เดือนก่อน
 
ที่เราว่ามันยากมากเลย ก็เพราะเราอีกน่ะแหละที่ไปทำให้มันยาก
 
ซึ้งกับครูบาอาจารย์ที่ท่านทนยากลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการพร่ำสอนพวกเราว่า
 
หัวใจหรือสิ่งที่เป็นกุญแจของการปฏิบัติ ที่จะไขเราไปสู่ความเข้าใจ
 
เปิดประตูของความเข้าใจในธรรมะนั้น คือความรู้สึกตัว
 
ไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยกรรมฐานชนิดใดก็ต้องทำด้วยความรู้สึกตัว
 
ถ้าขาดความรู้สึกตัวเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพานได้
 
เพราะฉนั้นจุดสำคัญก็คือ ต้องรู้สึกตัวให้เป็นเสียก่อน เพราะฉนั้น
 
ความรู้สึกตัวนี้เป็นแก่น เป็นหัวใจที่สำคัญ ครูบาอาจารย์เจ้าขา ณ.ขณะนี้
 
ลูกกลับมารู้สึกตัวได้แล้ว หลังจากที่ไม่รู้สึกตัวมาเป็นเดือนๆ ทำให้รู้ได้ว่า
 
การภาวนามีเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ได้ทุกขณะ
 
อย่าประมาท และอย่าท้อถอย ในขณะเดียวกัน ก็อย่าขยันจนเกินจริง
 
ขอน้อมกราบลงแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
 
ขอน้อมถวายความรู้สึกตัวเป็นปฏิบัติบูชา เป็นอาจาริยบูชา
 
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ครูบาอาจารย์อยากเห็นลูกศิษย์ทุกคนรู้สึกตัว
 
ลูกจะเพียรถึงที่สุด เพียรแต่ไม่เผลอ และ ไม่เพ่ง

สิงหาคม

11

Diaryของอโหสิ

พ่อแม่ครูบาอาจารย์
 
อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่วิ่งหาครูบาอาจารย์ตลอด
 
ร่างกายจะเป็นไงไม่อยากสนใจแล้ว ปล่อยไปก่อน
 
มันเป็นแค่ที่ อาศัยชั่วคราวเอง
 
ตามล่าหาคำตอบ เลยได้ความจริงอีกอย่างว่า
 
การภาวนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะนั้น
 
เป็นเรื่องแสนยากเผลอๆ
 
อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
 
ที่จะบรรลุธรรมโดยปราศจากครูบาอาจารย์
 
เมื่อวันพฤหัสเราไปกราบหลวงพ่อตอนเช้า
 
ไม่ได้ส่งการบ้าน ตอนบ่ายเลยไปกราบอาจารย์
 
ถามคำถามที่อยากรู้อยากเห็น
 
ได้คำตอบที่พอใจเลยกราบลากลับบ้าน
 
ไม่ได้ถามปัญหาธรรมเลย ลืมซะงั้น
 
ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราหลายครั้งแล้ว
 
แต่ก็ไม่จำ อาจารย์เคยพูดเปรยๆบ่อยๆว่า
 
เราพลาดโอกาศสำคัญๆในชีวิตการปฏิบัติถึง 2 ครั้งแล้ว
 
คืออาจารย์ คอยจะแนะนำแต่เราไม่นำพา
 
ทั้งๆที่อาจารย์ให้โอกาสและคอยจะอธิบาย
 
ถ้าเราถามตอนนั้น และท่านตอบตอนนั้น
 
เราจะเข้าใจธรรมที่ติดขัดอยู่ทันที
 
แต่เราก็ปล่อยให้โอกาศนั้นผ่านไป
 
นี่คงเป็นครั้งที่ 3 ที่เราพลาดอีกแล้ว
 
เราเกิดลืมจุดประสงค์ที่วิ่งไปหาท่าน ลากลับบ้านซะเฉยเลย
 
ทั้งๆที่มีทั้งเวลาและโอกาส มันคงยังไม่ถึงเวลาของเราอ่ะนะ
 
ทั้งๆเวลาเหลือน้อย แต่ก็ทิ้งเปล่าไปหลายครั้ง
 
แต่เมื่อวานซืนนี้วันอาทิตย์เราไปกราบหลวงพ่ออีกครั้ง
 
อย่างสะบักสะบอมมาก
 
เพราะร่างกายข้างในไม่ไหวแล้ว
 
แต่ดูภายนอกยังปกติดี ออกจากบ้านตี 4 ไปฟังธรรม
 
นั่งหลับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อยากเขกหัวตัวเองจัง
 
เวลาเขาให้นอนก็ไม่ยอมนอน
 
เวลาที่ควรจะหลับก็ไม่ยอมหลับ
 
ไม่รู้นั่งทำอะไรอยู่ เวลาฟังธรรมเกิดจะง่วง
 
กรรมแท้ๆ ที่จริงไม่รู้สึกง่วงด้วยซ้ำไปแต่หลับเฉยเลย
 
แต่กลับเป็นวันแห่งการประทับใจไม่รู้ลืมไปตลอดชีวิตแน่
 
วันอาทิตย์ที่ 9 สค.52
 
ในช่วงส่งการบ้านเราไม่ยกมือเพราะทำใจไว้แล้วว่า
 
จะไม่ส่งการบ้าน เห็นคนเยอะแล้ววันอาทิตย์
 
ก็เป็นวันที่หลวงพ่อเหนื่อยมาหลายวันแล้ว
 
แต่ขณะที่หลวงพ่อท่านตรวจการบ้านอยู่
 
ท่านเหลือบมาเห็นเราเข้าท่านทักว่า
 
อ้าว ป้าธิดามาหรือ เอ้า จดชื่อป้าธิดาด้วย
 
แปลว่าเราจะได้ส่งการบ้าน แต่ตอนนั้นเราไม่สนใจ
 
เรื่องการบ้านแล้วมันดีใจเหลือประมาณ
 
เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยเรียกชื่อเราเลย
 
และเราก็ไม่เคยมีโอกาสกราบเรียนท่านว่าเราชื่ออะไร
 
ตลอด 4 ปี เวลาส่งการบ้านท่านก็จะเรียกตามเบอร์
 
ที่ทางวัดจัดไว้ให้ แต่ครั้งนี้ท่านเรียกชื่อเราเป้นครั้งแรก
 
ความดีใจมันกระโดดโลดเต้นให้เราเห็นชัดมาก
 
เรียกว่าลิงโลดเลยหละ
 
แล้วตัวปิติก็ดันขึ้นมากลางอก
 
เรารีบไปดูตัวอัตตาว่ามันจะใหญ่สักแค่ไหน
 
กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรากฏว่าไม่เห็นอัตตา
 
เออ แปลกจัง ทำไมไม่เห็นอัตตา มันต้องมีซิ
 
นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นเพราะไปดักดู มันเลยไม่ออกมา
 
มันไม่ชอบให้เรารู้ทันแล้วไปดักดู
 
มันจะออกมาตอนเราเผลอแล้วไปรู้เข้า
 
ตกลงวันนั้นเราก็ได้ส่งการบ้าน ถึงคิวเราหลวงพ่อก็เรียกชื่อ
 
เอ้า ป้าธิดาว่ามา เราก็กราบเรียนท่านว่า
 
ขอโอกาสส่งการบ้านในรอบ 4 เดือนเจ้าค่ะ
 
ครั้งหลังสุดหลวงพ่อเมตตาบอกโยมว่า
 
โยมกำลังเดินปัญญาอยู่แบบละเอียดยิบ
 
แต่ตอนนี้โยมเหมือนไม่รู้ ไม่เห็นอะไรเลยเจ้าค่ะ
 
มันผ่านมา ผ่านไปเฉยๆ เหมือนจิตเขาไม่รับรู้อะไรเลย
 
โยมเลยไปลองเดินจงกรมดู ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นอีก
 
เห็นแต่ว่ากายมันเดินช้า ไม่ทันใจ โยมก็เดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น
 
เร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทันใจอยู่ดีเจ้าค่ะ แต่โยมก็ไม่เหนื่อย
 
หลวงพ่อเมตตาสอนว่า การภาวนานั้นไม่จำเป็นว่า
 
จะต้องเดินปัญญาอยู่ตลอดเวลาหรอก
 
ตอนนี้โยมไม่ได้เดินปัญญาอยู่นะ [...]