กรกฎาคม

28

diaryของอโหสิ

กุศลกับอกุศล
 
เมื่อวานเกิดปิติทั้งเช้าและบ่าย เมื่อวานมีผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง
 
ส่งหนังสือมาให้อ่าน 2 เล่ม พร้อมทั้งcd สวดมนต์ที่กำลังอยากได้อยู่
 
หนังสือทั้ง 2 เล่มนั้นมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน ยังอ่านไม่จบหรอก
 
หนังสือธรรมะเป็นอะไรที่ต้องด้วยใจเลยอ่านได้ช้า ถ้าอ่านด้วยตา
 
ก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เราก็ดีใจนะ เห็นชัดเลยว่าจิตมันดีใจ
 
พอเห็นจิตที่พอใจมันก็ไปยินดีต่อ จิตให้ค่าทันที พักนี้จิตเค้าให้ค่าตลอดเวลา
 
ไม่มีซะละที่จะเป็นกลาง ท่านผู้นี้มีพระคุณต่อเรามาก ช่วยเหลือเกื้อกูล
 
เรามาหลายปีแล้วให้เราดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ และเป็นผู้ชี้นำให้เราเห็นว่าจิตเดิมแท้
 
ของคนเราเป็นอย่างไร คำชี้แนะของท่าน เราเอามาลงไว้ในวัตถุประสงค์ของบล็อกนี้ด้วย
 
นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่ส่งหนังสือเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรมมาให้เราอ่านเมื่อหลายปีก่อน
 
เมื่อมีเหตุ ผลก็เกิดตามมา คือทำให้เราได้มาเดินอยู่บนเส้นทางธรรม ณ เวลานี้
 
ครั้นตอนบ่ายก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งที่มีพระคุณกับเรามาก ทั้งๆที่ได้รู้จักกันไม่นาน
 
แต่ใจย่อมถึงใจ มาหาเราถึงบ้านพร้อมขนมอร่อยๆหลายอย่าง
 
(พูดเรื่องกินก่อนเรื่องอื่นไว้ทีหลัง แย่จริง)
 
เห็นชัดขึ้นมาเลยที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า จิตอย่างไร ใจอย่างนั้น
 
ท่านนำรูปภาพของหลวงตาและหลวงพ่อมาฝากหลายรูป ภาพชัดมาก เห็นแล้ว
 
ต้องก้มลงกราบทันทีเลย ทนไม่ไหวปิติที่พักนี้ไม่ค่อยเกิดก็เกิดอย่างท่วมท้นแบบง่ายๆ
 
แล้วนำcdพระสูตรมาฝากด้วย  ที่เรารู้สึกดีมากๆคือ ท่านเมตตานำcd ของท่านมาแบ่งปันให้ยืมฟัง
 
(เป้น cd ส่วนตัว) ถือได้ว่าท่านเมตตาเราในระดับหนึ่ง ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน
 
เราก็ไม่เอาน้ำเอาท่ามารับรองเลย เพราะท่านห้ามไว้ เราก้ขี้เกียจลุกพอกัน
 
สนทนาธรรมกันมีความสุขมาก ท่านแนะนำวิธีการเดินจงกรมให้เราดูด้วย
 
พอดีเรากำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า ตั้งแต่หัดภาวนามายังไม่เคยเดินจงกรมเลย
 
ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านจะสอนเสมอว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ไหว้พระ สวดมนต์
 
ทำสมาธิ เดินจงกรม ต่อไปนี้เราจะเริ่มเดินจงกรมละสนทนากันสักชั่วโมงท่านจึงกลับไป
 
เรามีความสุขมาก ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเยียนราถึงบ้านนานแล้ว
 
เหมือนน้ำที่หยดลงมาบนพื้นทรายที่แห้งแล้ง ให้ชุ่มฉ่ำขึ้น
 
ความสุขเกิดขึ้นแป๊บเดียวก็ผ่านไป ตกเย็นหงุดหงิด ครั้งนี้เห็นชัด
 
เพราะเป็นความหงุดหงิดแรงจนเกือบจะกลายเป็นโทษะเลยแหละ
 
เริ่มไม่พอใจอีกแล้ว ไม่รู้ด้วยว่าไม่พอใจอะไร รู้แต่ว่าไม่พอใจอะไรสักอย่างเดียว
 
วิภวตัณหากลายเป็นสภาวะเด่นที่เรารู้เห็นชัดที่สุดตอนนี้ [...]

กรกฎาคม

26

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณกู้และคุณปู
 
ขอบคุณและดีใจมากมายที่คุณปูและคุณกู้มาเยี่ยมน้าที่นี่
 
ขอโทษด้วยนะคะที่ตอบช้า เพราะหลายวันมานี้ลุกไม่ไหว
 
เวียนหัว บ้านหมุน และอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรงอีกแล้ว
 
ความจริงน้าเขียน diary ขึ้นเพื่อเป็นการบันทึกประสบการณ์
 
การภาวนาของน้า ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีทั้งผิดและถูกตามประสา
 
ปุถุชนคนธรรมดา แต่เมื่อมีผู้ใจดีเมตตาทำบล็อกให้ก็เลยนึกอยาก
 
เผยแพร่ให้ผู้ชอบในการปฏิบัติธรรมมาอ่านกันดู เผื่อว่าใครมีแระสบการณ์
 
ในการปฏิบัติจะได้กรุณามาเล่าและเพื่อช่วยกันท้วงติงชี้แนะในสิ่งที่ผิด
 
น้าหวังว่าคุณกู้และคุณปูได้โปรดแวะมาอ่านกันอีกนะคะ มาช่วยกัน comment
 
ถ้าเห้นว่าควรทำต่อไปก็ช่วยบอกต่อด้วยค่ะ อนุโมทนานะคะ
 
*********************************************************************************************
 
จิตที่ไม่พอใจ
 
หลายวันมานี้ไม่สบายเลย แม้แต่จะลุกขึ้นมาทำภาระกิจของตัวเองก็ไม่ค่อยไหว
 
ได้แต่นอนดูสภาวะต่างๆของกาย ใจ ไปเรื่อยๆ แต่ก็ได้เห็นตัวโทษะของวิภวตัณหา
 
ตามที่อาจารย์ท่านชี้บอกไว้จริงๆ จิตเราไม่พอใจเลย โกรธบ้าง หงุดหงิดบ้าง
 
พอจิตเห็นความไม่พอใจชัดๆ จิตก็ไปโกรธความไม่พอใจนั้นอีก เป็นโกรธซ้อนโกรธ
 
พอรู้สึกตัวก็ไปยินร้ายกับสภาวะนั้นอีก โอย ทีนี้เลยวุ่นวายยุ่งเหยิงกันไปใหญ่
 
บางครั้งกิเลศก็เข้ามาครอบงำจิต บางครั้งจิตก็แยกเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ
 
ทำให้นึกไปถึงเรื่องราวที่เคยอ่านเจอว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระสารีบุตร
 
ถวายงานพัดให้พระพุทธเจ้า หลานของพระสารีบุตรผ่านมาเห็นเข้า
 
จึงพูดกระทบกระเทียบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างข้าพเจ้าไม่พอใจหมด ซึ่งประโยคนี้
 
หมายรวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย  พระพุธเจ้าจึงตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น
 
เธอควรไม่พอใจความคิดเห็นนั้นของเธอด้วย และพระองค์ได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็น
 
อเนกปริยาย พระสารีบุตรถวายงานพัดไป ฟังไป จนจิตของพระสารีบุตรพ้นจากอาสวะทั้งปวง
 
เราแว่บคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะจิตเราตกอยู่ในความไม่พอใจอะไรเลย แต่กแค่แว่บเฉยๆ
 
ไม่ get อะไรเลยอ่ะ สงสัยสติไม่มา ปัญญาไม่เกิด จิตไม่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
 
ทบทวนดูตัวเองอีกที ก็เห็นว่าเราภาวนาด้วยความอยากบรรลุธรรมมาตลอดเวลา
 
ที่นอนไม่สบายอยู่ มันมีความโลภเพราะกลัวว่าจะไม่ทัน จะตายเสียก่อน
 
ยิ่งอยากก็ยิ่งไม่ได้ มันจะรอดไหมเนี่ย เห็นความตายรออยู่ ไม่มีมรณานุสติ
 
กลับไปมีแต่กิเลศและตัณหา ไม่เป็นไร รู้ตัวดีกว่าไม่รู้ นับ 1 ใหม่ นับ 1 [...]

กรกฎาคม

19

diaryของอโหสิ

ตื่นจากกิเลสคือ โมหะ
 
วันนี้ไปกราบหลวงพ่อ ที่ศาลาลุงชินแต่เช้า
 
นอนแค่ 2 ชม.เอง แต่ตื่นขึ้นมาก็สดใสเบิกบานดี
 
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี 5 แต่ไม่ยอมตื่น ลุกขึ้นมาเกือบ 6 โมง
 
ตาลีตาเหลือกรีบล้างหน้า แต่งตัว ไปถึงเอา 6 โมงครึ่ง
 
คนเต็มศาลาหมดแล้วทั้งๆ ที่หลวงพ่อท่านจะมาเทศน์ 9.00 น.
 
โชคดีที่เพื่อนของแอนซึ่งมาถึงก่อน 6 โมงจองเก้าอี้ไว้ให้ 1 ตัว
 
เลยพอมีที่นั่ง แต่พอลงจากรถได้ก็หน้ามืด วูบ เป็นลม
 
เหมือนหมดสติไปแป๊บนึงอีกแล้ว พักนี้เรามีอาการอย่างนี้บ่อยมาก
 
เลยออกมาหาน้ำหวานๆ กินน้ำแดงไป 2 แก้ว เฮ้อ!ค่อยยังชั่วหน่อย
 
คงเป็นเพราะเรานอนน้อยและรีบมากไป นี่ถ้าหากเป็นเด็กคงถูกหาว่าตะกละ
 
แต่พอเป็นคนแก่เลยกลายเป็นว่า โถ!คนแก่หิวเดี๋ยวจะเป็นลมต้องกินหวานๆ
 
นี่แหละ ความยุตติธรรมไม่มีอยู่ในโลกหรอก มันแล้วแต่เหตุปัจจัย
 
นั่งพักข้างนอกสักครู่พออาการดีขึ้นก็เข้าไปในศาลา
 
ปล่อยเก้าอี้ว่างไว้นานๆ ก็ดูไม่ดี คนอื่นจะว่าเอาได้
 
นึกในใจว่าต้องคอยอีก 2 ชม. แต่ไม่เป็นไร ใจสู้ กี่ชม.ก็คอยไหว
 
อีกประการหนึ่งถ้าไม่เข้าไปตอนนี้ก็ไม่ได้เข้าแล้ว เพราะทางเดินไม่มีแล้ว
 
มีแต่เสื่อที่เอามาปูแทนและคนก็นั่งบนเสื่อเต็มแล้ว
 
เฮ้อ! เห็นศรัทธาของคนแล้วชื่นใจ บุกบั่นมารอฟังธรรมกันแต่เช้า
 
บางคนก็มาจากที่ไกลๆ เพราะหลวงพ่อจะมาเทศน์ โปรดที่นี่เพียงเดือนละครั้ง
 
ที่นี่มีอาหาร ขนม เครื่องดื่มทุกชนิดแจกไม่อั้น แถมข้าวต้มให้กินฟรีอีกต่างหาก
 
มีหนังสือและซีดีแจกคนละ 1 ชุดทุกครั้งไป แต่เราไม่เอามาหรอก
 
เอาซีดีออกใหม่มาแผ่นเดียว ท่ามกลางความสับสนชุลมุนวุ่นวาย
 
เรานั่งคิดว่าจะทำอะไรฆ่าเวลาได้ในบรรยากาศแบบนี้ แต่ก็เอาละ
 
ไม่รู้จะทำอะไรดี เลยลองนั่งสมาธิเล่นๆ [...]

กรกฎาคม

18

diaryของอโหสิ

ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งที่หยั่งรู้ได้ยากจริงๆ
 
ตลอดเวลา 2 วันที่ผ่านมา เรารู้สึกเป็นสุข เบิกบาน ร่าเริง
 
แม้ตอนตื่นนอนใหม่ๆจิตก็ไม่ไหลไปรวมกับความซึมเศร้า
 
มันจะเบิกบาน เด่นดวง ขึ้นมาทันทีที่เรารู้สึกตัวตื่น
 
แต่พอมาวันนี้มันกลับไปรวมกับความซึมเศร้าอีกแล้ว
 
แต่เราก็รู้ตัวและดูมันเฉยๆได้ สภาวะนี้เราเคยสงสัยเหมือนกันว่า
 
ทำไมเมื่อก่อนตอนที่เรายังไม่รู้จักกับคำว่าจิตตื่นแล้ว
 
เราทนอยู่กับภาวะแบบนี้ไม่ได้เลย
 
ต้องวิ่งไปหาหมอ ขอเปลี่ยนยา เพิ่มยา ลดยา
 
เรากลัวโดยไม่มีสาเหตุ อยู่คนเดียวไม่ได้
 
ต้องไปขอนั่งอยู่กับคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง ทรมานมาก
 
บางวันหาหมอวันเดียวกันถึง 2 คน เพราะเราต้องการคำตอบ
 
ว่าเราเป็นอะไร แต่ไม่มีหมอคนไหนให้คำตอบเราได้ ได้แต่ให้ยา และ ยา
 
เป็นอย่างนี้มาตลอดเวลาเกือบ 40 ปี
 
แต่เดี๋ยวนี้เมื่อเรารู้สึกซึมเศร้า ซึ่งเราว่ามันมากกว่าเมื่อก่อนอีก
 
แต่เราก็อยู่กับภาวะนี้ได้โดยไม่ดิ้นรน
 
เราแยกความรู้สึกของเราออกว่า อยู่ได้กับอยู่ไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
 
จนกระทั่งคุณดังตฤณท่านได้ชี้ให้เห็นว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะ
 
จิตเราแยกออกมาเป็นแค่ผู้รู้ ผู้ดูเฉยๆ ไม่กระโดดลงไปเป็นผู้เล่นด้วย
 
เราจึงเข้าใจสภาวะของการทนอยู่ได้หรือไม่ได้ว่าเพราะอะไร
 
แต่ในวันนี้เราได้มีความรู้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เรื่องว่า
 
ไม่ว่าจะคิดอะไร จะทำอะไร คนเราก็ทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น
 
อย่างเช่นเราได้พบปะผู้คนมากมายหลายๆรูปแบบ
 
ทั้งสังคมของผู้ป่วย สังคมของโลกอินเตอร์เนท และสังคมของผู้ปฏิบัติธรรม
 
เราก็จะเจอปัญหาหลักๆเรื่องเดียวกัน คือความเหงา และความซึมเศร้า
 
ถือว่าเป็นปัญหาที่เด่นที่สุด เราจึงคิดจะเขียน
 
เรื่องการปฏิบัติธรรม กับความซึมเศร้า จากประสบการณ์ของเราเอง
 
เผื่อใครมีปัญหาเดียวกับเราจะได้แบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
 
แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า แม้แต่จิตที่คิดจะให้ยังพลิกนิดเดียวกลายมาเป็นจิตที่คิดจะเอา
 
จากการสังเกตตัวเองในวันนี้ว่า ทำไมวันนี้เราอยากเขียน diary
 
แต่เมื่อ 2 วันก่อนทำไมเราไม่อยากเขียน
 
ก็เพราะเมื่อ 2 วันก่อนเรามีความสุขไง แต่วันนี้เรารู้สึกมีความทุกข์
 
เลยอยากเล่า อยากระบาย ทำให้รู้ว่า จิตเรายังไม่พร้อมจะให้ล้วนๆหรอก
 
อยากทำก็เพราะรักตัวเองน่ะแหละ หาทางอกให้ตัวเอง
 
หนีทุกข์ไปใฝ่หาความสุข
 
แต่เราก็เชื่อมั่นว่า ถ้าเรามีความตั้งใจจริงที่จะทำ
 
และมีระเบียบวินัยในการภาวนาให้มากกว่านี้
 
วันหนึ่งข้างหน้าเราจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
 
ไม่ต้องอิงอาศับปัจจัยอื่นๆ เพราะเราเคยรู้จักคำว่า [...]

กรกฎาคม

17

คติธรรมประจำวันนี้

ถ้าธรรมชาติเป็นต้นกำเนิดของเหตุผล
 
แปลว่าทุกการเกิด ย่อมเป็นผลที่ไหลมาจากเหตุ
 
และทุกการตาย ย่อมเป็นเหตุที่นำไปสู่ผลเสมอ

 

จาก คิดจากความว่าง โดย คุณดังตฤณ

กรกฎาคม

16

diaryของอโหสิ

พระคุณของครูบาอาจารย์
 
ข้าพเจ้าขอกราบนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ทั้งหลาย
 
ข้าพเจ้าขอกราบนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย
 
มี หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช และคุณดังตฤณ
 
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจอธิษฐาน นับจากบัดเดี๋ยวนี้ไป
 
ขอมอบกายถวานอัตภาพชีวิต เพื่อปฏิบัติภาวนา
 
เพียรเดินไปบนหนทางแห่งการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
 
ไม่เกิด ไม่ตาย ตามหลักสติปัฏฐานสูตร จนหว่าจะพ้นทุกข์
 
สิ้นภพ จบชาติ ไม่ว่าจะได้เมื่อไหร่ก็ตาม จะไม่ท้อถอยเป็นเด็ดขาด
 
ผลบุญกุศลใดๆ ที่จะพึงเกิดมีขึ้นจากการบำเพ็ญเพียรภาวนานี้
 
ขอน้อมถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพุทธบูชา
 
น้อมถวานแด่หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เป็นอาจาริยบูชา
 
และน้อมกราบแทบเท้าคุณดังตฤณ
 
(ซึ่งเป็นครูทางธรรมคนแรกที่เปิดประตูหัวใจของข้าพเจ้าให้รู้ตามจริงว่า คนเราเกิดมาทำไม)
 
เป็นอาจาริยบูชา
 
และขอมอบให้แก่ทุกๆ ท่านที่มีพระคุณ ช่วยกันสงเคราะห์
 
แบ่งปันสละออกปัจจัยต่างๆ ให้แก่ข้าพเจ้าได้มีกิน มีใช้
 
มีซื้อยารักษาโรค อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และค่ารถ
 
ไปกราบครูบาอาจารย์ ด้วยเจตนาที่ต้องการให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาศ
 
บำเพ็ญเพียรต่อไป แม้ว่าเวลาของข้าพเจ้าจะเหลือน้อยนิด
 
ก็จะใช้ทุกนาทีให้มีค่า และมีวินัย ตามที่ควรจะเป็น
 
ขอกราบอนุโมทนากับทุกท่านไว้ ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ
 
********************************************************************
 
และแล้วก็ทนไม่ได้ เมื่อวานได้ไปกราบคุณดังตฤณ
 
ความอัดอั้นตันใจ ความลังเลสงสัย ความไม่รู้จริงตามสภาวะ
 
เพราะถูกอวิชชาปกคลุมไว้ ก็ถูกเปิดเผยออกจนหมดจนสิ้น
 
ครูบาอาจารย์ท่านชี้ให้เห็นว่า เราดูผิดตัว
 
ให้ไปดูตัวโทษะของวิภวตัณหา เพราะเหตุทั้งหมด
 
เกิดขึ้นจากการไม่ยอมรับ ไม่อยากได้ในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่
 
กลับไปอยากได้ในสิ่งที่ยังไมได้ เมื่อเกิดความอยากตัณหาก็เกิด
 
เมื่อมีตัณหาก็มีภพชาติ เมื่อมีภพชาติก็จะไม่ได้เห็นพระนิพพาน
 
ตัวเราก็จะกลับมา ทำให้เกิดทุกข์ เมื่อเกิดทุกข็ก็ทนอยู่ไม่ได้ ดิ้นรนไปเรื่อยๆ
 
ความจริงเราเป็นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่มาในรูปแบบต่างๆ แต่เราก็ไม่รู้จักจำ
 
พอสภาวะแห่งความไม่รู้อะไรเกิดขึ้น เราก็ไม่มีสติที่จะดูมัน มันก็กระเจิดกระเจิงแบบนี้แหละ
 
ในตอนท้ายเราก็อดไม่ได้ตามเคย ไม่รู้จักจำสักที ว่าอะไรควรถาม ไม่ควรถาม
 
ด้วยอนุสัยเป็นคนขี้วิตกกังวล แอบถามว่า แล้วพี่กำลังเดินปัญญาอยู่หรือเปล่าคะ
 
ท่านเฉลยว่า ยังเดินปัญญาอยู่ สิ่งที่เห้นว่าจิตมันวุ่นวายนั้น แท้จริงไม่ใช่จิตเห็นหรอก
 
มันเป็นแค่ความคิดเท่านั้น [...]

กรกฎาคม

15

คติธรรมประจำวันนี้

สิ่งที่คุณกำลังมี
 
คู่ควรแล้วกับสิ่งที่คุณเคยทำ
 
สิ่งที่คุณกำลังทำ
 
สมควรแล้วกับสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญ
 
จาก คิดจากความว่าง โดยคุณ ดังตฤณ

กรกฎาคม

14

คติธรรมประจำวันนี้

เวลาคนเราทุกข์หนัก ก็มักปักใจเชื่อว่า
 
ไม่สามารถผ่านความทุกข์นั้นๆ ไปได้
 
เผลอๆ บางทีอาจทึกทักว่า
 
วันเวลาที่เหลืออีกทั้งชีวิต คงต้องจมปลักอยู่อย่างนี้
 
ทั้งที่จริงแล้ว ถ้าแค่หยุดเพิ่มเหตุแห่งทุกข์ทางใจเข้าไป
 
ความทุกข์ก็จะแสดงความไม่เที่ยง ไม่อาจตั้งอยู่ได้เกือบทันที
 
 เหตุแห่งทุกข์ทางใจที่ว่านั้นก็คือ
 
อาการครุ่นคิดซ้ำซากนั่นเอง
 
 เพียงถ้ารู้ด้วยสติ เห็นตามจริงว่าอาการครุ่นคิดซ้ำซาก
 
ก็แค่ของจรเข้ามา ไม่ได้มีอยู่ก่อนในใจ
 
และไม่อาจคงสภาพคิดๆๆๆๆได้ตลอด
 
โดยไม่แปรปรวนไปเป็นระดับอ่อนแก่ต่างๆ เท่านั้น
 
ก็ได้ชื่อว่า เหตุแห่งทุกข์ ถูกจับได้ไล่ทัน
 
ถูกแทรกแซง ถูกแทนที่แล้ว
 
จาก ๗ เดือนบรรลุธรรม โดย คุณดังตฤณ

กรกฎาคม

14

diaryของอโหสิ

ฟุ้งซ่านกับซึมเศร้า
 
พักนี้ดูสภาวะของจิตแทบไม่เห็นอะไรเลย ที่เห็นชัดๆ ก็คือฟุ้งซ่านกับซึมเศร้า
 
ซึ่งครูบาอาจารย์ก็เคยสอนไว้ว่า สภาวะนี้มันเป็นคู่กัน เช่น ฟุ้งซ่าน-ซึมเศร้า
 
สุข-ทุกข์ ชอบ-ชัง อะไรประมาณนี้อ่ะนะ
 
การดูสภาวะของจิตก็ให้ดู ให้รู้ ให้เห็นว่ามันเป็นคู่ๆ แบบนี้แหละ
 
ดูจนกว่าจิตจะเป็นกลาง
 
จิตเป็นกลางแปลว่าอะไร ภาวนามาได้ 3 ปีกว่าๆ ถึงได้รู้จักกับคำว่า จิตเป็นกลาง
 
ที่รู้ก็เพราะครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกให้ เมื่อวันที่ 26 กค.51
 
ในวันนั้นท่านบอกว่า จิตเป็นกลางแล้วนะ สว่างไสวดี
 
รูปนามแยกออกจากกันแล้ว ขันธ์แยกออกจากกันแล้ว
 
แล้วหลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านก็เมตตาบอกต่อไปอีกว่า
 
เห็นแล้วใช่ไหมว่าไม่มีเรา อยู่ที่ไหนเลย
 
มีแต่รูปกับนาม ซึ่งก็คือขันธ์ 5 ที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวเรานั่นแหละ
 
ท่านเมตตาชี้ให้เห็น สภาวะในวันนั้นว่า เราได้เห็นแล้วว่า
 
รูปก็คือก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง มันไม่ใช่ตัวเราอะไรหรอก
 
ส่วน นามก็คือ เวทนา ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ
 
สัญญา ความจำได้หมายรู้
 
สังขาร คือความปรุงแต่ง
 
วิญญาณ คือการรับรู้อารมณ์
 
ซึ่งทั้งหมดนี้ได้แยกออกจากกันแล้ว
 
วันนั้นเราปลื้มปิติมาก แปลว่าเราภาวนาได้ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว
 
แต่ ณ.วันนี้ใกล้จะครบปีแล้ว ขาดอีกไม่กี่วัน
 
ดูโดยภาพรวม การภาวนาเหมือนไม่ก้าวหน้าเลย ไม่รู้ ไม่เห็น อะไรเพิ่มขึ้น
 
แต่ถ้าดูรายวันโดยละเอียดจะเห็นว่า ก็ก้าวหน้างบ้างเหมือนกันนะ
 
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เราก็ไม่รู้หรอกว่า มันก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าอย่างไร
 
รู้แต่ว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ จิตเราไม่เป็นกลาง แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
 
เราภาวนาจนจิตตื่นขึ้นมาแล้วทั้งปี ลุ่มๆดอนๆ ระหกระเหิร [...]

กรกฎาคม

13

Diary ของอโหสิ

จิตมนุษย์นี่ไซร้ยากแท้หยั่งถึง
 
คนโบราณนี่เก่งจริงๆเลยนะ ช่างสรรหาคำพูดที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายๆ อย่างเช่น
 
ใจถึงใจ อะไรประมาณเนี้ย แบบว่าฟังแล้วไม่ต้องอธิบายต่อเลย มันจะเข้าใจแจ่มแจ้งจริงๆ
 
ว่า ใจถึงใจ มันแปลว่าอะไร
 
เฮ้อ ว่าแล้วก็กลับมาดูใจตัวเอง ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้
 
ใจมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
 
เอาเป็นว่าทุกลมหายใจเข้าออกเลยก็ว่าได้  เดี๋ยวงั้น เดี๋ยวงี้
 
วันนี้ตื่นขึ้นมาปุ๊บ จิตมันก็หลบแว่บเข้าไปอยู่กับความซึมเศร้า
 
แล้วพอเรารู้สึกตัวมันก็ออกหลุดออกมาแป๊บนึง
 
แล้วมันก็โดดไปตรงนั้น โดดไปตรงนี้ กระโดดไปเรื่อยๆ
 
หลอกล่อให้เราดู แต่เราก็ดูไม่ทันหรอก ถึงทันวันนี้เราก็ตั้งใจว่าจะไม่ดูมัน
 
ก็แล้วจะดูมันทำไมอ่ะ ในเมื่อดูแล้วเราก็บังคับมันไม่ได้
 
อ้าว ก็ที่ครูบาอาจารย์สอนให้ดูก็เพื่อให้เห็นว่านี่แหละ
 
ธรรมชาตของจิตเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ เห็นแล้วก็จะไม่ดูเค้าเรียกว่าอะไร
 
คงจะเรียกง่ายๆไปก่อนว่า ความเห็นผิด ละมัง
 
อ้าว ก็รู้นี่ว่ามันเป็นความเห็นผิด แล้วยังจะทำอีกเหรอ
 
อ้าว ก็จิตเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้อ่ะ จะให้ทำไง
 
ปล่อยมันไปก่อน ปล่อยมันไป ปล่อยไปให้สุดฤทธิ์
 
ดูซิว่ามันจะสักแค่ไหน ปล่อยให้จิตมันทะเลาะกันเองไปเถอะ
 
โอ๊ย เบื่อเหลือเกินแล้ว เบื่อที่จะต้องดูมัน
 
ขอบอก เบื่อ เบื่อ เบื่อ จริงๆนะ ไม่ได้พูดเล่น