สิงหาคม

29

คติธรรมประจำวันนี้

หนังสือที่ดีที่สุดไม่มี
 
มีแต่การอ่านที่ดีที่สุด
 
การอ่านที่ดีที่สุด
 
คือการอ่านเพื่อทำชีวิตจริงให้ดีขึ้น
 
จาก คิดจากความว่าง โดย คุณดังตฤณ
 
วันนี้ขอพักค่ะ ใจสู้แต่กายไม่สู้
 
ขออนุญาตตอบcommentนะคะ
 
คุณกู้คะ ขอบคุณนะคะที่ตามมาให้กำลังใจกันเสมอ
 
weekendนี้ไปทัวร์วัดที่ไหนบ้างหรือเปล่าคะ
 
ถ้าจะไปกราบหลวงพ่อแวะมารับน้าด้วยนะคะ
 
แล้วน้าจะตามไปตอบที่กล่องข้อความอีกทีค่ะ
 
เห็นทีวันจันทร์นี้จะไปม.บูรพาไม่ไหว เสียดายจัง
 
***************************************** 
 
คุณน้อยคะ เป็นห่วงนะคะ ปัญหาไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ
 
ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด
 
ถ้าเราคิดมากปัญหาก็ใหญ่
 
ถ้าเราคิดน้อยปัญหาก็เล็ก
 
ถ้าเราไม่คิดปัญหาก็ไม่มี สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้
 
********************************************* 
 
คุณพรคะ ขอบคุณสำหรับความห่วงใยค่ะ
 
ขอให้พี่ชายคุณพรปลอดภัย บุญรักษาค่ะ
 
คุณพรอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยค่ะ

สิงหาคม

28

diaryของอโหสิ

ความมหัศจรรย์ของจิต
 
เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์พ่อตั้งแต่เช้ามืด ออกจากบ้านสายไปหน่อยตี5แล้ว
 
หลังจากที่ขาและเท้าบวมมาหลายวัน เดินแทบไม่ไหวเลย
 
ใต้เท้าบวมวางลงกับพื้นไม่ได้ เจ็บปวดมาก
 
อยู่ๆเมื่อวานใต้พื้นเท้าก็ยุบลงบ้าง เลยรีบไปกราบครูบาอาจารย์
 
ไม่มีเวลาที่จะให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์อีกแล้ว
 
ฟังธรรมวันนี้จิตตื่นตลอดเวลา ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ถึงเรื่องของจิตล้วนๆ
 
จิตเป็นเรื่องที่เราเข้าใจยากมาก แต่เรากลับฟังด้วยความสนุก
 
ตื่นเต้นไปกับความมห้ศจรรย์ของจิต
 
ท่านแสดงธรรมว่าจิตมีหน้าที่ทีเดียวกันถึง14อย่าง ใช่หรือเปล่าไม่แน่ใจ
 
เพราะเดี๋ยวนี้เราจำอะไรไม่ค่อยได้เลย ฟังไปคิดไป ฟังไปเผลอไปได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง
 
 และในขณะที่จิตทำหน้าที่อย่างหนึ่งยังแยกออกไปได้อีก 5 อย่าง
 
ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว และเราก็ตั้งใจฟัง
 
ขณะฟังเราเกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานของจิตชัดเจนมาก
 
แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว เพราะพระอภิธรรมกับเราเป็นอะไรที่ไม่เคยจำได้สักที
 
เอาเป็นว่าฟังธรรมวันนี้เข้าถึงจิตถึงใจ แต่เข้าไม่ถึงสมอง
 
พอถึงเวลาส่งการบ้านเราก็ไม่ยกมือหรอก เพราะสภาวะแห่งความนิ่งๆ
 
ที่เราตั้งใจมากราบเรียนถามครูบาอาจารย์ในวันนี้
 
มันหลุดออกมาแว่บไปแว่บมาตั้งแต่ตอนท่านแสดงธรรมแล้ว
 
มันออกมารู้อารมณ์ต่างๆที่กระทบตลอด แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกกันว่าจิตมันขึ้นวิถี
 
แต่ก็ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็ได้ มันก็แค่สมมุติบัญญัติแหละ
 
แต่เมื่อเห็นว่าจิตมันออกมารับอารมณ์แล้วเราก็เลยไม่ยกมือส่งการบ้าน
 
ความจริงวันนี้ถ้ายกมืออาจจะได้ส่งเพราะบริเวณที่นั่งเก้าอี้มีคนประมาณ30กว่าคนเอง
 
แต่มือมันยกไม่ขึ้น ด้วยเห็นว่าครูบาอาจารย์ท่านเหนื่อยมากแล้ว
 
เห็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของครูบาอาจารย์แล้วก็ลดความเห็นแก่ตัวลงได้เหมือนกัน
 
หลังจากฟังธรรมเสร็จเรากลับบ้านดูสภาวะได้ตามควร ไม่ดีนัก
 
แต่ครูบาอาจารย์สอนว่าไม่ได้ดูให้ดี ให้ดูให้รู้ รู้แค่ไหนก็แค่นั้น
 
แต่เราสังเกตว่าถ้าเดินจงกรมแล้วจิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นและเป้นกลางดี
 
ตอนนี้เดินไม่ไหวไม่เป้นไร เดี๋ยวก็ไหวเองแหละแล้วก็ค่อยเดิน
 
การตามดูตามรู้กายใจของเราในวันนี้มันแปลกๆพิกล ดูมันจืดชืดแห้งแล้ง
 
ไม่แจ่มใสเบิกบานเลย แต่ก็เข็ดแล้ว ไม่ไปพยายามทำอะไรเพิ่มอีกแล้ว
 
ดูเท่าที่ดูได้ รู้เท่าที่รู้แล้ว ตกกลางคืนลองนั่งดูทีวี หาวิธีแปลกๆมาใช้
 
นั่งดูละครหลังข่าวที่ไม่ได้ดูมานานหลายปี เราแยกตัวเราออกมาเป้นผู้ดู
 
และลครในทีวีเป้นผู้ที่ถูกดู ดูแบบแยกผู้ดูกับผู้ถูกดูออกจากกัน เออ ทำได้แฮะ
 
ดูละครอยู่ก็รู้ว่าดูละคร เราก็ดูไป ละครก็อยู่ของละครเล่นให้เราดูไป
 
กว่าจะรู้ว่าถูกกิเลศหลอก ละครก็จบเรื่องพอดี กรรมแท้ๆ
 
ดูละครไปก็ดูจิตของตัวละครไปด้วย พร้อมจิตก็พากย์ให้เสร็จ
 
นี่แหละคนเราพอโกรธแล้วไม่มีสติก็งี้แหละ
 
เออ นั่นแหละคนเรา พกเอาไว้แต่ความอาฆาตแค้นก็ทุกข์ทรมานแบบนี้แหละ
 
นั่งดูจิตเขาพากย์มาชั่วโมงครึ่ง ละครจบถึงเพิ่งมาเห็นว่า จิตส่งออกนอกมาตลอด
 
กรรมจริงๆ แทนที่จะดูจิตตัวเอง กลับไปดูจิตตัวละครเสียละเอียดยิบทุกตัวเลย
 
กราบขอขมาครูบาอาจารย์เจ้าค่ะ แต่ก็ยังดีที่รู้ตอนจบ ดีกว่าไม่รู้เลย
 
อย่างน้อยก็ได้ความรู้ทางโลกมาอย่างหนึ่ง ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง
 
นางเอกในเรื่องพอรู้ตัวว่าเป็นเนื้องอกในสมอง อุตส่าห์บอกแม่ครัว
 
ให้ซื้อผักกับข้าวกล้องมาให้กิน ด้วยหวังว่าจะยืดชีวิตตัวเองออไป
 
จนกว่าจะทำการแก้แค้นสำเร็จ แล้วเราล่ะ ไม่คิดจะพยายามรักษาชีวิตตัวเองไว้
 
ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเก็บไว้ใช้ในการภาวนาทำที่สุดแห่งทุกข์หรือ
 
ถึงรูปนามจะแยกออกจากกันแล้ว [...]

สิงหาคม

24

diaryของอโหสิ

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวแบบง่ายและแบบยาก
 
กว่าจะหลุดออกมาจากหลุมที่ขุดฝังตัวเองไว้แทบเอาชีวิตไม่รอด
 
เราลองหยุดพักการภาวนาไว้ชั่วคราวอยากรู้ว่าจะเป้นอย่างไร
 
เพื่อมันจะดีขึ้น ปรากฏว่าอึดอัดยิ่งกว่าตอนที่ภาวนาไม่เป้นเสียอีก
 
ถึงตอนนี้แล้วรู้ว่าหยุดไม่ได้หรอก ถึงเราไม่ดูสภาวะธรรมเค้าก็จะเกิดของเค้าตลอดเวลาแหละ
 
เมื่อเราแกล้งทำเป้นไม่ดู ก็จะได้เห้นได้รู้สิ่งที่แกล้งๆเช่นกัน
 
เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์ เรามีครูบาอาจารย์ 2 ท่านที่เราเคารพบูชาเหนือชีวิต
 
ท่านหนึ่งคือหลวงพ่อ อีกท่านเป้นฆราวาส เราขอเรียกท่านว่าอาจารย์พ่อ
 
เพราะท่านเป้นผู้ทำให้เราได้เกิดใหม่เพื่อเรียนรู้ตามจริงของชีวิต
 
เมื่อวานไปกราบหลวงพ่อ ได้ฟังธรรมแล้วจิตใจอาจหาญร่าเริง ถึงคนจะมากไปหน่อย
 
ได้พบยอดกัลยาณมิตรด้วย สนทนากันแล้วเราได้ข้อคิดดีๆติดมาทุกครั้ง
 
พบกันเมื่อไหร่ก็ได้อนุโมทนาบุญกับท่านทุกที ยังความปิติให้เกิดขึ้นเสมอๆ
 
เมื่อวันที่ 20 ได้ไปฟังอาจารย์พ่อบรรยายโดยได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ท่าน
 
กรุณามารับถึงบ้าน ม่ายงั้นคงอดไปแน่เลย
 
วันนั้นท่านบรรยายเรื่องอะไรจำหัวข้อเรื่องไม่ได้
 
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือท่านชี้แนะถึงวิธีเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว
 
มี 2 แบบคือ แบบง่าย และแบบยาก ทั้ง 2 แบบเป็นการฝึกทางจิต
 
 เสบียงที่เตรียมง่ายๆ คือการแผ่เมตตาและกรุณา ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป้นทางใจ
 
เราต้องมีแก่ใจที่จะให้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าเราจะให้ทุกคน เราจะไม่เบียดเบียน
 
เมื่อจิตสงบสว่างดีแล้ว ก็แผ่ไปให้ทุกๆคน
 
ส่วนการแผ่กรุณานั้นก็คือ ให้มีแก่ใจคิดจะให้เสียก่อน
 
คิดอยากให้ อยากช่วย ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ
 
ให้เรานึกถึงบุญ ทาน คุณงามความดีต่างๆที่เราเคยทำมาจนเกิดปิติแล้วแผ่ไปให้ทุกคน
 
ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
 
จิตที่ยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าไว้เป็นสรณะ จะนำไปสู่ความเมตตากรุณาได้ง่าย
 
ส่วนเสบียงที่เตรียมยากคือความเข้าใจถึงกฏแห่งกรรมวิบาก
 
ให้รู้ว่ากายใจนี้เป็นเครื่องมือให้ตัวเองออกจากวังวนแห่งความทุกข์
 
กฏแห่งกรรมวิบากข้อ 1 คือ ให้เรารู้ว่าชีวิตนี้เปรียบเหมือนละคร
 
ละครแต่ละฉากมีเหตุมีผลอยู่เบื้องหลังเสมอ เพื่อเตือนใจให้เราทำแต่ความดี
 
เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนพากันคิดว่า ทำดีแล้วไม่เห็นจะได้ดี
 
ท่านชี้ให้เห็นว่า ทำดีเดี๋ยวนี้ก็ได้ดีทันทีตรงความสบายใจ
 
สบายใจได้เรื่อยๆแล้วเราจะรู้ว่ากฏแห่งกรรมมีจริง ผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุเสมอ
 
ข้อ 2 คือ ชีวิตนี้ไม่เที่ยง อะไรๆก็ไม่ใช่ของเรา มันแปรปรวนตลอดเวลา
 
การออกจากกรงขังคือการออกจากกายใจนี้ให้ได้
 
ด้วยการตามรู้กายใจนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
 
การบรรยายในวันนั้นเรารู้สึกเหมือนท่านบรรยายให้เราฟังโดยเฉพาะ
 
เพราะท่านยกตัวอย่างหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราขึ้นมาพูด
 
แต่เราก็เสียดายที่ฟังไม่จบ แว่บออกมาก่อนเพราะทุกขเวทนาจากขันธ์
 
เช้านี้เราเห็นทุกขเวทนาแรงกล้า การภาวนายิ่งเร่งก็ยิ่งแย่
 
แต่เราทำใจได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่เกี่ยวกับเรา [...]

สิงหาคม

13

diaryของอโหสิ

รู้สึกตัว
 
3 วันผ่านไปกับความอึดอัดที่ต้องอยู่เฉยๆ โดยไม่ปรุงแต่งขันธ์ใดๆ
 
ทำตามที่ครูบาอาจารย์สั่งมา รู้เท่าที่จะรู้ได้ จิตเริ่มดิ้นรนอยากส่งออกนอก
 
แต่เรารู้ทันเสียแล้วเพราะครูบาอาจารย์บอก อยากดิ้นรนก้ดิ้นรนไป
 
เราก็แค่ตามรู้ตามดูเฉยๆ เราเริ่มรู้สึกตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉยเมยซื่อบื้อเหมือนช่วงที่ผ่านมา
 
โดยเฉพาะตอนตื่นนอน จะเห้นความคมชัดของจิตผู้รู้พอควรเลยแหละ
 
ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า ธรรมดาของนักปฏิบัติ พอตื่นเช้าจิตก็จะรีบไปหยิบฉวยเอาอะไรมาดู
 
เราเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่เราเห็นแค่ว่า พอรู้สึกตัวตื่น
 
จิตจะรีบไปจ้องสภาวะอะไรสักอย่าง แต่ละวันไม่เหมือนกัน
 
พอรู้ว่าจ้องกริบเดียวจริงๆโดยเราไม่ไปแทรกแซง จิตเขาก็จะทำงานของเขาต่อ
 
โดยเราไม่ต้องไปดึงกลับมาหรืออะไรทั้งสิ้น จิตก็จะแค่รู้ลงปัจจุบัน
 
ปัจจุบันสั้นนิดเดียว กระพริบตาทีเดียว ปัจจุบันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว
 
เชื่อครูบาอาจารย์และทำตามที่ท่านสั่งสอน โดยเฉพาะถ้าเป็นการสอนเฉพาะตน
 
เมื่อเราทำตามแล้วจะเห็นผลเร็วมาก เรารู้สึกตัวว่า ตอนนี้จิตโปร่ง โล่ง เบา สบาย
 
เจริญสติเป็นขณะๆ ไม่เอ๋อๆเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ดิ้นรน วุ่นวายหรือไขว่คว้า
 
แค่รู้แค่ดูอยู่เฉยๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า การภาวนานี่มันง่ายนะ ผิดกับเมื่อ4เดือนก่อน
 
ที่เราว่ามันยากมากเลย ก็เพราะเราอีกน่ะแหละที่ไปทำให้มันยาก
 
ซึ้งกับครูบาอาจารย์ที่ท่านทนยากลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการพร่ำสอนพวกเราว่า
 
หัวใจหรือสิ่งที่เป็นกุญแจของการปฏิบัติ ที่จะไขเราไปสู่ความเข้าใจ
 
เปิดประตูของความเข้าใจในธรรมะนั้น คือความรู้สึกตัว
 
ไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยกรรมฐานชนิดใดก็ต้องทำด้วยความรู้สึกตัว
 
ถ้าขาดความรู้สึกตัวเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพานได้
 
เพราะฉนั้นจุดสำคัญก็คือ ต้องรู้สึกตัวให้เป็นเสียก่อน เพราะฉนั้น
 
ความรู้สึกตัวนี้เป็นแก่น เป็นหัวใจที่สำคัญ ครูบาอาจารย์เจ้าขา ณ.ขณะนี้
 
ลูกกลับมารู้สึกตัวได้แล้ว หลังจากที่ไม่รู้สึกตัวมาเป็นเดือนๆ ทำให้รู้ได้ว่า
 
การภาวนามีเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ได้ทุกขณะ
 
อย่าประมาท และอย่าท้อถอย ในขณะเดียวกัน ก็อย่าขยันจนเกินจริง
 
ขอน้อมกราบลงแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
 
ขอน้อมถวายความรู้สึกตัวเป็นปฏิบัติบูชา เป็นอาจาริยบูชา
 
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ครูบาอาจารย์อยากเห็นลูกศิษย์ทุกคนรู้สึกตัว
 
ลูกจะเพียรถึงที่สุด เพียรแต่ไม่เผลอ และ ไม่เพ่ง

สิงหาคม

13

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณก้อยและคุณกี้คุณก้อยคะ แม่ดีใจที่เจอคุณก้อยในนี้
 
ถึงจะอยู่ไกลแต่ใจก็ไปถึง เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เดี๋ยวก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว
 
หวังว่ากลับมาคราวนี้เราคงได้เจอกัน รักและคิดถึงคุณก้อยเสมอ
 
คุณกี้คะ ขอบคุณที่ตามมาอ่าน การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะ
 
มันยากสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ คุณกี้หัดเจริญสติในชีวิตประจำวัน
 
ตามเวปนี้เลยค่ะ www.wimute.net  เอ สงสัยจะจำชื่อผิด
 
เพราะของแม่เมมไว้เลย เวลาเข้าก็เลยไม่ได้พิมพ์ เดี๋ยวจะเข้ามาบอกใหม่นะคะ
 
หรือคุณกี้จะหาในกูเกิ้ลก็ได้ค่ะ หาคำว่า ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว อนุโมทนาค่ะ

สิงหาคม

11

Diaryของอโหสิ

พ่อแม่ครูบาอาจารย์
 
อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่วิ่งหาครูบาอาจารย์ตลอด
 
ร่างกายจะเป็นไงไม่อยากสนใจแล้ว ปล่อยไปก่อน
 
มันเป็นแค่ที่ อาศัยชั่วคราวเอง
 
ตามล่าหาคำตอบ เลยได้ความจริงอีกอย่างว่า
 
การภาวนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะนั้น
 
เป็นเรื่องแสนยากเผลอๆ
 
อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
 
ที่จะบรรลุธรรมโดยปราศจากครูบาอาจารย์
 
เมื่อวันพฤหัสเราไปกราบหลวงพ่อตอนเช้า
 
ไม่ได้ส่งการบ้าน ตอนบ่ายเลยไปกราบอาจารย์
 
ถามคำถามที่อยากรู้อยากเห็น
 
ได้คำตอบที่พอใจเลยกราบลากลับบ้าน
 
ไม่ได้ถามปัญหาธรรมเลย ลืมซะงั้น
 
ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราหลายครั้งแล้ว
 
แต่ก็ไม่จำ อาจารย์เคยพูดเปรยๆบ่อยๆว่า
 
เราพลาดโอกาศสำคัญๆในชีวิตการปฏิบัติถึง 2 ครั้งแล้ว
 
คืออาจารย์ คอยจะแนะนำแต่เราไม่นำพา
 
ทั้งๆที่อาจารย์ให้โอกาสและคอยจะอธิบาย
 
ถ้าเราถามตอนนั้น และท่านตอบตอนนั้น
 
เราจะเข้าใจธรรมที่ติดขัดอยู่ทันที
 
แต่เราก็ปล่อยให้โอกาศนั้นผ่านไป
 
นี่คงเป็นครั้งที่ 3 ที่เราพลาดอีกแล้ว
 
เราเกิดลืมจุดประสงค์ที่วิ่งไปหาท่าน ลากลับบ้านซะเฉยเลย
 
ทั้งๆที่มีทั้งเวลาและโอกาส มันคงยังไม่ถึงเวลาของเราอ่ะนะ
 
ทั้งๆเวลาเหลือน้อย แต่ก็ทิ้งเปล่าไปหลายครั้ง
 
แต่เมื่อวานซืนนี้วันอาทิตย์เราไปกราบหลวงพ่ออีกครั้ง
 
อย่างสะบักสะบอมมาก
 
เพราะร่างกายข้างในไม่ไหวแล้ว
 
แต่ดูภายนอกยังปกติดี ออกจากบ้านตี 4 ไปฟังธรรม
 
นั่งหลับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อยากเขกหัวตัวเองจัง
 
เวลาเขาให้นอนก็ไม่ยอมนอน
 
เวลาที่ควรจะหลับก็ไม่ยอมหลับ
 
ไม่รู้นั่งทำอะไรอยู่ เวลาฟังธรรมเกิดจะง่วง
 
กรรมแท้ๆ ที่จริงไม่รู้สึกง่วงด้วยซ้ำไปแต่หลับเฉยเลย
 
แต่กลับเป็นวันแห่งการประทับใจไม่รู้ลืมไปตลอดชีวิตแน่
 
วันอาทิตย์ที่ 9 สค.52
 
ในช่วงส่งการบ้านเราไม่ยกมือเพราะทำใจไว้แล้วว่า
 
จะไม่ส่งการบ้าน เห็นคนเยอะแล้ววันอาทิตย์
 
ก็เป็นวันที่หลวงพ่อเหนื่อยมาหลายวันแล้ว
 
แต่ขณะที่หลวงพ่อท่านตรวจการบ้านอยู่
 
ท่านเหลือบมาเห็นเราเข้าท่านทักว่า
 
อ้าว ป้าธิดามาหรือ เอ้า จดชื่อป้าธิดาด้วย
 
แปลว่าเราจะได้ส่งการบ้าน แต่ตอนนั้นเราไม่สนใจ
 
เรื่องการบ้านแล้วมันดีใจเหลือประมาณ
 
เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยเรียกชื่อเราเลย
 
และเราก็ไม่เคยมีโอกาสกราบเรียนท่านว่าเราชื่ออะไร
 
ตลอด 4 ปี เวลาส่งการบ้านท่านก็จะเรียกตามเบอร์
 
ที่ทางวัดจัดไว้ให้ แต่ครั้งนี้ท่านเรียกชื่อเราเป้นครั้งแรก
 
ความดีใจมันกระโดดโลดเต้นให้เราเห็นชัดมาก
 
เรียกว่าลิงโลดเลยหละ
 
แล้วตัวปิติก็ดันขึ้นมากลางอก
 
เรารีบไปดูตัวอัตตาว่ามันจะใหญ่สักแค่ไหน
 
กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรากฏว่าไม่เห็นอัตตา
 
เออ แปลกจัง ทำไมไม่เห็นอัตตา มันต้องมีซิ
 
นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นเพราะไปดักดู มันเลยไม่ออกมา
 
มันไม่ชอบให้เรารู้ทันแล้วไปดักดู
 
มันจะออกมาตอนเราเผลอแล้วไปรู้เข้า
 
ตกลงวันนั้นเราก็ได้ส่งการบ้าน ถึงคิวเราหลวงพ่อก็เรียกชื่อ
 
เอ้า ป้าธิดาว่ามา เราก็กราบเรียนท่านว่า
 
ขอโอกาสส่งการบ้านในรอบ 4 เดือนเจ้าค่ะ
 
ครั้งหลังสุดหลวงพ่อเมตตาบอกโยมว่า
 
โยมกำลังเดินปัญญาอยู่แบบละเอียดยิบ
 
แต่ตอนนี้โยมเหมือนไม่รู้ ไม่เห็นอะไรเลยเจ้าค่ะ
 
มันผ่านมา ผ่านไปเฉยๆ เหมือนจิตเขาไม่รับรู้อะไรเลย
 
โยมเลยไปลองเดินจงกรมดู ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นอีก
 
เห็นแต่ว่ากายมันเดินช้า ไม่ทันใจ โยมก็เดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น
 
เร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทันใจอยู่ดีเจ้าค่ะ แต่โยมก็ไม่เหนื่อย
 
หลวงพ่อเมตตาสอนว่า การภาวนานั้นไม่จำเป็นว่า
 
จะต้องเดินปัญญาอยู่ตลอดเวลาหรอก
 
ตอนนี้โยมไม่ได้เดินปัญญาอยู่นะ [...]

สิงหาคม

11

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณกู้
 
ดีใจจังค่ะที่คุณกู้ติดตามมาอ่าน น้าเองก็อยากเผยแพร่บล็อกนี้ออกไปให้มากที่สุดเหมือนกันค่ะ
 
ถ้าผู้อ่านทุกท่านจะเห็นว่า มันเป็นแค่ประสบการณ์การปฏิบัติของผู้เพียรที่จะปฏิบัติคนหนึ่ง
 
แล้วเผื่อว่าเราจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน หรือมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของผู้อื่น
 
ถ้าคุณกู้เห็นควร น้าก็ขอแรงคุณกู้ช่วยบอกต่อๆกันไปด้วยนะคะ น้ายังไม่ได้VDOที่อยากได้เลยค่ะ
 
เดี๋ยวตามหาได้แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังที่นี่นะคะ เชื่อว่าคุณยอดใจดีคงกำลังทำอยู่ค่ะ
 
ขอบคุณ คุณกู้มากๆเลยที่เป็นกำลังใจให้น้าค่ะ
 
สวัสดีค่ะ คุณปู
 
คุณปูชอบทานไข่น้ำเหมือนน้าเลย น้าเรียกไข่น้ำอ่ะค่ะ เป็นกับข้าวอย่างเดียวที่ทำเป็น
 
ใส่ผักกาดขาวเยอะๆแล้วตอนนี้น้าก็ต้องต้มให้เปื่อยหน่อย ตามประสาคนแก่ ต้องช่วยอาหารอ่อนๆ
 
คุณปูมาอ่านบ่อยๆ น้าก็มีกำลังใจเขียนค่ะ ถ้าเห็นควรก็ช่วยกันบอกต่อค่ะ ขอบคุณ คุณปูนะคะ
 
 
 

สิงหาคม

9

diaryของอโหสิ

นับ 1 ใหม่
 
ที่จริง diary นี้เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. แต่พิมพ์ไม่ไหว
 
ครั้นจะไม่เก้บไว้ก็เสียดาย เพราะอยากเก็บทุกขั้นตอน
 
การภาวนาของตัวเองไว้ที่นี่ ไม่ใช่เพราะว่าภาวนาดีหรือถูกต้อง
 
ครบถ้วนแต่อย่างไร เนื่องจากเราก็ยังเป้นแค่ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง
 
เพียงแต่หวังว่า สักวันถ้าเราไม่อยู่แล้ว ลูกของเราทั้ง 2 คนจะเข้ามาอ่าน
 
และเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า น่าจะเพียรภาวนาตามอย่างแม่บ้าง นั่นคือสมบัติที่เราจะมอบไว้ให้
 
ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า สิ่งที่ผิดมี 2 อย่างคือ เผลอ กับ เพ่ง
 
ถ้าเราไม่เผลอและไม่เพ่ง จิตก็จะอยู่ตรงกลางพอดี เหมาะที่จะใช้ในการเจริญสติ
 
เพิ่งนึกได้ว่า เผลอ ฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย กว่าจะนึกได้ก็นานเกินไปแล้ว
 
เผลอตั้งแต่เมื่อวาน เพิ่งรู้สึกตัววันนี้ เฮ้อ ภาวนามานานขนาดนี้อ่ะนะ
 
เผลอได้ข้ามวันข้ามคืน ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเกิดขึ้นกับเราเอง
 
เผลอไปทำอะไรอยู่ ก็เผลอคิดน่ะแหละ คือตัวที่เผลอได้บ่อยที่สุด
 
ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ความคิดเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด คนเราคิดทั้งวัน
 
แต่นักปฏิบัติเมื่อคิดไปแล้วก้จะรู้ว่าเผลอ สติก็จะกลับมา
 
แต่จะว่าไป จิตเราตื่นขึ้นมาก็จากการเผลอคิดนี่แหละ
 
สงสัยว่าจะไม่ได้ไปกราบหลวงพ่อนานเกินไปแล้ว
 
จิตมันเลยไม่ตั้งมั่น มัวๆแถมมั่วๆด้วย
 
ความจริงเมื่อวานหลวงพ่อท่านมาเทศน์โปรดที่ กทม.
 
แต่เราไปไม่ไหว อยู่ๆขาก็เกิดไม่มีกำลัง เหมือนกล้ามเนื้อไม่มีแรง
 
เสียใจ แล้วก็เสียดาย ครูบาอาจารย์มาถึงนี่แล้วยังไม่ได้ไปกราบท่านอีก
 
แต่ก็ดีไปอย่าง ถ้าได้ไปก็จะได้ฟังธรรมที่ถูกกับจริตของเรา
 
แต่เมื่อไปไม่ไหวก็ลงนั่ง พิจารณาว่าขณะนี้เราทำอะไรอยู่
 
เหมือนมันไม่รู้อะไรเลย ดูสภาวะก็ไม่ชัด เหมือนมันผ่านไปผ่านมาอยู่นอกๆ
 
ไม่ได้เข้ามารู้กาย รู้ใจเลย จริงซิ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนภาวนาไม่เป้แล้ว
 
แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป รอจนกว่าจะได้ไปกราบเรียนถามครูบาอาจารย์หรือ
 
ไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ [...]

สิงหาคม

9

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน ขออนุญาตตอบ comment ในหน้าdiary นะคะ
 
ขอโทษด้วยค่ะที่เข้ามาตอบช้า และ ขอบคุณทุกๆ comment นะคะ
 
ที่กรุณาเข้ามาติชม มีพลังเดินหน้าไปด้วยกัน เราจะจับมือกันไว้แล้วไปด้วยกันค่ะ
 
คุณกู้คะ  ขอบคุณ คุณกู้ค่ะที่เป็นห่วงน้า วันที่จะไปกราบหลวงพ่อน้าไม่ถึงกับล้ม
 
แต่ยืนอยู่ดีๆ กล้ามเนื้อขาก็หมดแรงทรุดลงไปเฉยๆค่ะ พอพยุงตัวลุกขึ้นมาได้
 
ก็ประท้วงไม่ยอมเดินซะดื้อๆงั้นเองค่ะ แต่ตอนนี้มีแรงไปกราบครูบาอาจารย์ได้แล้ว
 
ได้ไปกราบทั้ง 2 ท่านเลยค่ะ ปลื้มปิติมาก มีเรื่องสนุกๆมาเล่าด้วย แต่ไม่แน่ใจว่า
 
คนอ่านจะสนุกหรือเปล่า เอาเป้นว่าในฐานะญาติธรรมเรามาแบ่งปันกันแล้วกันค่ะ
 
คุณกู้มีน้ำใจกับน้ามากที่คอยเป็นห่วงและติดตามความเคลื่อนไหวของน้า รู้สึกดีๆจังเลยค่ะ
 
และขอบคุณสำหรับรูปภาพงามๆน่าประทับใจในบรรยากาศของวัดที่ดูสงบ ร่มเย็น
 
ที่คุณกูกรุณานำมาโพสท์ให้ ม่ายงั้นกระทู้น้าคงเงียบเหงาน่าดูเลยค่ะ
 
********************************* 
 
คุณปูคะ  น้าเข้าไปอ่าน RE ของคุณปูในกระทู้น้าที่ลานธรรมแล้ว
 
ขอบคุณจริงๆค่ะ เลยรู้ว่าคุณปูติดตามกระทู้มาโดยตลอด อ่านตรงที่คุณปูบอกว่า
 
อ่านแล้วใจคอไม่ดีเลย น้าว่าวางได้แล้วนะ แต่ก็ยังน้ำตารื้นๆนิดนึง
 
แต่พอน้าเขียนข้อความหลังสุดแล้ว น้าสบายใจมากเลยค่ะ เหมือนเรา
 
ปลดภาระที่แบกอยู่วางลงอย่างสงบและเรียบร้อย หมดความยึดถือ
 
หมดความห่วงใย หมดความผูกพันธ์ (กับกระทู้นะคะ) แต่กับตัวบุคคลยังผูกพันธ์
 
อยู่อย่างเหนียวแน่นเลยค่ะ และถ้ากระทูจะปิดต้วของเค้าลงเอง น้าก็คงไม่คิดถึง
 
ไม่ห่วงใย ไม่ต้องคอยลุ้นอย่างที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุก็เกิด หมดเหตูก็ดับ
 
แต่กระทู้นี้ให้คุณกับน้ามากที่ได้เจอกัลยาณมิตรและญาติธรรมที่มีความห่วงใยให้แก่กัน
 
********************************** 
 
คุณพรคะ  แม่ขอบคุณ คุณพรนะคะที่เข้าไปตั้งกระทู้วันแม่ให้แม่ที่เวปบ้านPHA
 
ความจริงแล้วแม่ผูกพันธ์กับที่นั่นมาก กว่าจะก่อตั้งขึ้นมาสำเร็จ กว่าจะเป้นที่รู้จัก
 
กว่าจะเป้นที่พักกายพักใจของกลุ่มPHA แม่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ไม่น้อย
 
จนเงินขาดมือลง แม่ก้ตัดใจจะปิดเวปบ้านฟ้าเหมือนกันค่ะ พอดีคุณป้อมรู้เรื่องเข้าก็ยื่นมือมาช่วยไว้
 
จึงยังคงมีบ้านฟ้าอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ณ.วันนี้เวปนี้เหมือนเจตนาของแม่ถูกเปลี่ยนไป
 
แม่เลยถอยออกมาดูเฉยๆ [...]

สิงหาคม

2

Diaryของอโหสิ

บทเพลงแห่งความเหงา
 
อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์วุ่นวายอยู่กับการหาหมอ
 
ดูระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรับยารักษาเบาหวาน
 
กำลังจะมีโรคเพิ่มมาอีก 1 โรค แต่ผลเลือดยังขึ้นๆลงๆ
 
จนเมื่อวันศุกร์หมอได้เจาะเลือดดูผลเลือดที่จะชี้ว่า
 
ใน 3 เดือนที่ผ่านมามีแนวโน้มว่าจะเป้นเบาหวานไหม
 
ปรากฏว่าผลเลือดตรงนี้สูงมาก แสดงว่าเป็นไปได้
 
แต่หมอก็ยังไม่ให้ยา นัดใหม่อีก 1 อาทิตย์ แต่เราไม่ไหวแล้ว
 
ไม่มีปัญญาติดตามการรักษาขนาดนั้น บอกตัวเองว่าจบแล้ว พอแล้ว
 
รู้แค่นี้ก็พอแล้ว ถึงหมอจะให้ยาหรือไม่ให้เราก้ต้องดูแลตัวเอง
 
ต้องระวังอาหารอยู่ดี ดูแลร่างกายไปตามเหตุปัจจัยเท่าที่จะทำได้
 
อาทิตย์นี้เสียค่าหมอไปหลายตังค์
 
เลยลุกขึ้นสวดมนต์ ทำสมาธิ สมาธิแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
 
คือการทำสมาธิ เราจะไม่ได้ตั้งใจ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ไปตามนั้น
 
เมื่อคืนทำสมาธิแล้วจิตมีกำลังดี บางคั้งจิตก็ไปแนบแน่นกับลมหายใจ
 
บางครั้งจิตก็แค่รู้ว่า กำลังหายใจ เข้า ออก สั้น ยาว หรือหยุด
 
บางครั้งจิตก็เผลอแว่บไปคิดโน่นคิดนี่ บางครั้งจิตก็ไปดูเวทนาบ้าง
 
ดูรูปที่นั่งอยู่เฉยๆบ้าง และบางครั้งจิตก็รวมดี บางครั้งจิตก็ไปพิจารณาอารมณ์ของจิต
 
การทำสมาธิแบบนี้มั่วมาก มีทั้งผิดและถูก เป็นสัมมาสมาธิบ้าง เป็นมิจฉาสมาธิบ้าง
 
แล้วแต่ว่าจิตเขาจะเป็นอย่างไร ก้ตามรู้ตามดูไป แต่พอถอยออกมา จิตก็มีกำลังดี
 
รู้สึกโปร่ง โล่ง เบาสบายขึ้น นอนหลับก้รู้สึกตัว ตื่นเช้ายังคงความรู้สึกตัวไว้
 
พอดีวันนี้เป็นวันหยุด ลูกเจ้าของบ้านที่อยู่ห้องติดกันเปิดทีวี
 
เสียงก็ไม่ดังกระทบใจเรามาก แต่พอได้ยินก็ฟังไปเพลินๆ
 
ตาไม่กระทบรูปเพราะไม่ได้ดูทีวี แต่หูกระทบเสียงเพราะได้ยินเสียงเพลง
 
ได้ยินว่าเป้นรายการบทเพลงแห่งความเหงา ฟังแล้วกระทบใจดี
 
จิตก็ออกมารับอารมณ์ แล้วย้อนกลับมาดูที่จิตเอง
 
เราเคยเหงาไหม เคยมากๆ เหงาอะไรนักหนาก็ไม่รู้
 
แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เรามาเรียนรู้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
 
มีสติตามรู้กาย รู้ใจ ตามความเป้นจริง รู้ลงปัจจุบัน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
 
เราลืมไปแล้วว่าความเหงาเป็นอย่างไร จิตไปกระทบอะไรก้ดูไป รู้ไป
 
รู้มั่ง ไม่รู้มั่ง [...]