กันยายน

25

Diary ของ อโหสิ

ขอบคุณทุกๆ commentนะคะ หลังจากวุ่นวาย เวิ่นเว้อ
 
และฟุ้งซ่านมานาน
 
ลืมกายลืมใจมานาน ขอไปภาวนาที่สวนสันติธรรม 3 วันค่ะ
 
กลับมาแล้วเจอกันค่ะ

กันยายน

19

diary ของอโหสิ

หลังจากป่วยบ้างดีบ้างก็ได้ทดสอบอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
 
อยู่ๆอาการก็ทรุดลงไปเฉยๆ ลุกไม่ไหว เวียนหัว
 
เดินไม่ค่อยได้ ใช้เกาะข้างฝาเอาเหมือนจิ้งจกตุ๊กแก
 
แต่เท่าที่จำได้ชาตินี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับจิ้งจกตุ๊กแกเลย ค่อยเบาใจไปหน่อย
 
วันเสาร์ที่ 12 พอลุกนั่งได้คอตั้งไหวไม่ล้ม
 
ก็รีบไปกราบครูบาอาจารย์ทันที
 
เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ไม่ได้อยากส่งการบ้านหรอก
 
เพราะ 2 ครั้งหลังมานี้ได้ส่งการบ้านติดกันโดยไม่ได้ยกมือ
 
แต่อยากไปชาร์ทแบต ใช้แบตไปเยอะมากไม่เหลือเลย
 
ครั้งหลังสุดที่ไปกราบท่าน เรารู้สึกว่าการภาวนามันระส่ำระสาย
 
ไม่มีระเบียบ ดูซิ เขียนไปดูจิตไปยังรู้เลยว่าเราติดดี
 
อยากภาวนาให้มันดี พอไม่ได้ดังใจก็ไม่พอใจละ
 
จะเอาดีอะไรนักหนาหนอ แค่เห็นตามจริงได้ก็พอแล้ว
 
วันนั้นหลวงพ่อเมตตาถามว่า ธิดา จิตเป็นกลางหรือเปล่า
 
เสียงท่านเน้นๆนิดนึง
 
เราสว่างวาบจิตตั้งมั่นขึ้นมาทันที
 
กราบเรียนท่านว่า จิตไม่เป็นกลางเลยเจ้าค่ะ
 
ท่านบอกว่า ไปดูมานะ จากวันนั้นจิตเราเริ่มเป้นกลางขึ้น
 
จนถึงวันที่ป่วยลุกไม่ไหว
 
ก็ดีซิ เราจะได้นอนดูจิตไปเรื่อยๆ
 
พลันก็ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์เทศน์ให้ฟังว่า
 
ท่านได้ไปเยี่ยมพระองค์หนึ่งซึ่งป่วยหนัก ท่านเลยไปให้กำลังใจว่า
 
ตายแน่ คราวนี้ท่านต้องตายแน่ๆ
 
(หมายถึงพระองค์ที่ท่านไปเยี่ยม)
 
ให้นอนดูกายมันตายไปเลยนะ แล้วปรากฏว่าพระองค์นั้นก็มรณภาพ
 
ในวันรุ่งขึ้นอย่างสง่างาม หวนมาคิดถึงตัวเอง
 
เราก็ต้องนอนดูกายมันตายไปเลยเหมือนกัน
 
แล้วเขาดูกันยังไง นั่นซิเราก็ถนัดแต่จะดูจิตท่าเดียว 
 
เพราะตอนนั้นเรามีเวทนาแรงมาก
 
ดูเวทนาแล้ววิตกกังวล (ตามนิสัยของเรานั่นแหละ)
 
พอวิตกกังวล สัญญาก็เข้ามาทำหน้าที่
 
เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวมันจะเจ็บกว่านี้ สังขารก็เข้ามาช่วยปรุงแต่งต่อ
 
แล้วจะไหวไหมเนี่ย มันจะเจ็บปวดจนขาดสติหรือเปล่า
 
ถ้าขาดสติจะไปดีหรือ
 
ถ้าตายตอนนี้จุติจิตจะไปเป็นปฏิสนธิจิตที่ไหนล่ะ เฮ้อ
 
เจ็บจะตายยังไม่รู้ลงปัจจุบัน ไม่อยากเกิดอีกแล้ว
 
แต่กลับไปสร้างภพอยู่เหยงๆเลย กิเลศตัณหาครอบงำจิต
 
กว่าจะรู้ตัวกระสับกระส่ายอยู่เป็นวันเลยนะเนี่ย
 
แต่พอหลุดออกมาได้ก็ไม่ตายซะเฉยๆงั้นแหละ
 
ลุกได้ก็ขอไปกราบครูบาอาจารย์ก่อน
 
เลยไปเป็นลมที่วัดเสียอีก อึดอัด แน่นมาก หายใจไม่ออก
 
เหงื่อออกโทรมทั้งตัวเลย นั่งต่อหน้าหลวงพ่อด้วย
 
ท่านก็กำลังเทศน์ ก้มตัวลงอยากจะกราบลาท่าน
 
เผื่อจะไม่ได้มากราบท่านอีก ปรากฏว่าหลังแข็ง คอแข็ง ก้มไม่ลง
 
เวียนหัวเจ็บระบมไปทั้งหัวเลย ทรมานมาก
 
ได้แต่นั่งพนมมือนิ่งๆ แปลกมากเลย
 
อยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์จิตมันฉลาด มันไม่ยอมทรมานด้วย
 
มันหนีเลย จิตถอยออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดูทันที
 
นึกออกแล้ว รู้แล้วว่าเขานอนกายมันตายกันอย่างไร
 
คนเราใช่ว่าจะตายกันง่ายๆหรอก
 
เรากำหนดไม่ได้ว่าจะตายตอนไหน
 
เพราะฉนั้นต้องเตรียมตัวไว้ตลอดเวลา ฝึกที่จะตายอย่างมีสติ
 
สติอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย
 
กราบขอบพระคุณท่านพญามัจจุราชที่เมตตามาคอยเตือนอยู่เนืองๆ
 
เลยได้มีโอกาศซ้อมตายไว้ก่อน แต่ก็ต้องระวัง
 
เพราะบางทีถ้ามีโอกาศซ้อมตายแล้วเกิดตอนจะตายจริงๆ
 
สัญญามันจะหลอกว่านี่คือการซ้อมอีกแล้ว
 
พอจำได้ก็จะไปหมายรู้ต่อผิดๆ
 
ต้องอยู่อย่างไม่ประมาทจริงๆเลย เฮ้อเหมือนง่ายแต่มันก็ยาก
 
เอ๊ะ แล้วนี่มันเป้นวิปัสนูกิเลสหรือเปล่าเนี่ย
 
ยุ่งจริงๆเลย ยุ่งอยู่แล้วยังจะไปปรุงแต่งให้ยุ่งเข้าไปอีก กรรม
 
ลูกขอก้มกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

กันยายน

18

diaryของอโหสิ

สวัสดีทุกท่านค่ะ ขอตอบ comment ก่อนนะคะ
 
ขอโทษอย่างมากค่ะที่หายไปนานมาก รู้สุกผิดแต่ป่วยจริงๆค่ะ
 
คุณสายศิลคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ พี่รู้สึกตัวว่าตอนนี้แก่มากมาย
 
มีอาการเตือนเป้นระยะๆแล้วค่ะ เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย
 
คุณสายได้ ฟอร์เวิร์ดเมล์เรื่องคุณหมวยไหมคะ พี่คิดว่าได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้พี่จะส่งไปให้อ่านเล่นๆค่ะ
 
 พี่จะไม่ตั้งความหวังใดๆแล้ว เพียรที่จะอยู่กับปัจจุบัน
 
แต่ถ้าคุณสายมาถึงเมืองไทยเมื่อไหร่โทร.หาพี่ทันทีนะคะ ถ้าโทร.ไปได้เมล์มาเลยค่ะ
 
ไม่ตั้งความหวังแต่ตั้งตารอ อิอิ ตามฟอร์มเดิม
 
*********************************
 
คุณ CheRie คุณรี่คะ ป้าขอบคุณมากที่ทำ facebook ให้ป้าเร็วทันใจตามที่สัญญากันไว้
 
แต่ป้าใช้ไม่เป็นอ่ะ ป้าตามลิ้งค์คุณรี่ไปสมัครสมาชิกไว้แล้วค่ะ
 
เดี๋ยวหาผ้รู้มาบอกอีกที พรุ่งนี้คุณรี่ไปป่าละอูหรือเปล่า ป้าไปไม่ไหว อยากเจอจัง
 
******************************
 
คุณน้อย ขอบคุณในความห่วงใยที่มีให้กัน อย่าลืมแผ่เมตตาให้ตัวเองบ่อยๆนะคะ
 
ถ้าป้าจะรักใครสักคน ป้าจะดูว่าป้ารักเขาหรือป้ารักตัวเอง เพราะเท่าที่ป้าพบมา
 
คนเราส่วนมากมักจะรักตัวเองเป้นที่ 1 เสมอถ้าเราจะรักใครสักคนก็เพราะมันทำให้เรามีความสุข
 
ถ้าเรารักใครสักคนเหมือนที่เรารักตัวเอง เราก็อยากให้คนๆนั้นมีความสุขโดยปราศจากเงื่อนไข
 
คิดแค่นี้ตัวเราเองนั่นแหละที่จะเป็นผู้ได้รับความสุขเสียเอง คิดถึงคณน้อยนะคะ
 
***************************
 
ลูซี่ลูกรัก เห็นลูซี่ที่นี่แม่ดีใจมากเลย
 
ลูซี่จ๋า แม่คิดถึงลูซี่จัง แม้ว่าจะสั้นแต่ก็ได้ใจความนะ เกือบ 2 ปีแล้วไม่ได้เจอกัน
 
บางทีตอนลูกลงมาดูทำเล meeting เราอาจได้เจอกัน
 
อย่าไปกินแมคโดนัลบ่อยนัก เดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไปลูกเอ๋ย อิอิ

กันยายน

3

diaryของอโหสิ

นิสัยของคนหมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน
 
เคยฟังเทศน์ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า นิสัยของคนนั้น
 
อย่าว่าแต่100ปีหรือไม่ถึง100เลย แม้หมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน
 
ตอนนี้เรารู้แล้วว่าใช่เลย เคยเป้นคนชอบคร่ำครวญรำพันต่างๆนานา
 
เดี๋ยวนี้ก็เป็นอยู่ เพียงแต่มีสติรู้ทันบ้าง รู้ไม่ทันบ้าง
 
เคยเป็นคนหวงทุกข์ ชอบกอดความทุกข์ไว้ไม่ยอมวาง
 
พอกอดทุกข์ไว้จิตใจก็จะหดหู่ซึมเศร้า เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ อะไรจะขนาดนั้น
 
ครูบาอาจารย์สอนว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ตามจริง นิสัยต่างๆที่เคยติดตัวมา
 
ไม่ว่าจะเป็นกี่ภพกี่ชาติก็ยังเป้นเหมือนเดิม
 
แต่ถ้าได้มาเรียนรู้ตามจริงนิสัยที่ไม่ดีก้อาจเปลี่ยนไป
 
ก็คงจะจริง หลายอย่างของเราเปลี่ยนไป และหลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม
 
ที่ผ่านมาจิตเรามักติดกับความซึมเศร้า จิตที่ซึมเศร้าเป้นอกุศลจิต
 
ตราบใดที่จิตเป็นอกุศลอย่าหวังเลยว่าการภาวนาจะก้าวหน้า
 
และถ้าตายไปตอนนั้น นึกเอาเองก็แล้วกันว่าอกุศลจิตขณะที่จิตจุติไปเป้นปฏิสนธิจิต
 
มันจะไปไหน น่ากลัวไหมล่ะนั่น
 
แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่าจิตเป็นอกุศลจิตก็จะเป็นกุศลทันที
 
แต่มันก็แค่แว่บเดียว เดี๋ยวก็กลับไปเป็นอกุศลอีก
 
และตอนนี้เราก็ดูจิตอยู่คู่เดียวเองคือ กุศลกับอกุศล ดูไปดูมาก็เริ่มงง
 
ปกติเราเห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ (แต่ฝึกได้)
 
แล้วจิตเค้าจะเป้นอย่างไรก้ต้องปล่อยให้เป้นไป
 
แต่มาตอนนี้เรากลับเห้นว่าจิตไม่ใช่ตัวที่แสดงสภาวะจริงๆแล้ว
 
จิตเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู
 
แล้วจิตก็ไปเห็นอาการของจิต สุข ทุกข์ มีกิเลศ มีตัณหาต่างๆนานา
 
ไม่มีตัวเรา แม้แต่เวลาที่เราเขียนว่า เรา ก็รู้สึกว่ามันผิด มันไม่ใช่เรา
 
มันไม่มีตัวเรา มันมีแต่จิตผู้รู้ ที่ไปรู้อาการต่างๆของจิต
 
แล้วจิตผู้รู้ก็มาเห็นกาย แสดงอาการต่างๆกิน ดื่ม ทำ พูด คิด เดิน นอน นั่ง
 
แต่เราไม่เห็นว่ามันเป้นแค่ธาตุ
 
เรายังเห็นว่ามันก็เป็นคนน่ะแหละ แต่มันไม่เกี่ยวข้องกับเรา
 
เฮ้อ มันบรรยายยากจัง แต่นิสัยชอบคร่ำครวญก็อยากระบายอ่ะนะ
 
แล้วที่รู้ที่เห็นนี่มันก็ทุกข์เหลือเกิน เราไม่อยากทุกข์หรอก
 
เพราะตอนนี้มีแต่คนเห้นทุกข์ เราไม่อยากเห้นเหมือนใครเลย
 
มันก็อัตตาแหละ ครูบาอาจารย์สอนว่า วิปัสนาเริ่มต้นเมื่อหมดความคิด
 
 อัตตามันไม่มีอยู่จริง มันเป้นแค่ความคิด แล้วไงล่ะ
 
เหมือนเราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันตันก้เพราะจิตมันไปสร้างกิเลศขึ้นมา
 
แล้วจิตมันก็ปล่อยให้กิเสลมาครอบงำจิต อยากส่งการบ้านจัง
 
อยากส่งการบ้านกับครูบาอาจารย์ทั้งสองของเรา
 
ท่านใดท่านหนึ่งก้ได้แล้วแต่โอกาศ
 
สงสัยก็รู้ว่าสงสัย ง่ายไปหน่อยไหมเนี่ย เพิ่มอีกหน่อยแล้วกัน(ขอปรุงแต่งหน่อย)
 
สงสัยแล้วก็รู้ว่าจิตมีโมหะ
 
มีตัณหาอยากรู้ว่าสภาวะแบบนี้เห้นจริงรู้จริง หรือว่าคิดไปเอง
 
หรือว่าเป้นวิปัสนูกิเลศ หรือว่าถลำดุเข้าไปแล้ว
 
เอ้อ ให้มันได้อย่างนี้ซิ กลัวว่าจะง่ายไปมังเนี่ย ช่างสงสัยจริ๊งจริง
 
พรุ่งนี้คุณกู้จะกรุณามารับไปกราบหลวงพ่อ [...]