สิงหาคม

11

Diaryของอโหสิ

พ่อแม่ครูบาอาจารย์

 

อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่วิ่งหาครูบาอาจารย์ตลอด

 

ร่างกายจะเป็นไงไม่อยากสนใจแล้ว ปล่อยไปก่อน

 

มันเป็นแค่ที่ อาศัยชั่วคราวเอง

 

ตามล่าหาคำตอบ เลยได้ความจริงอีกอย่างว่า

 

การภาวนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะนั้น

 

เป็นเรื่องแสนยากเผลอๆ

 

อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

ที่จะบรรลุธรรมโดยปราศจากครูบาอาจารย์

 

เมื่อวันพฤหัสเราไปกราบหลวงพ่อตอนเช้า

 

ไม่ได้ส่งการบ้าน ตอนบ่ายเลยไปกราบอาจารย์

 

ถามคำถามที่อยากรู้อยากเห็น

 

ได้คำตอบที่พอใจเลยกราบลากลับบ้าน

 

ไม่ได้ถามปัญหาธรรมเลย ลืมซะงั้น

 

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราหลายครั้งแล้ว

 

แต่ก็ไม่จำ อาจารย์เคยพูดเปรยๆบ่อยๆว่า

 

เราพลาดโอกาศสำคัญๆในชีวิตการปฏิบัติถึง 2 ครั้งแล้ว

 

คืออาจารย์ คอยจะแนะนำแต่เราไม่นำพา

 

ทั้งๆที่อาจารย์ให้โอกาสและคอยจะอธิบาย

 

ถ้าเราถามตอนนั้น และท่านตอบตอนนั้น

 

เราจะเข้าใจธรรมที่ติดขัดอยู่ทันที

 

แต่เราก็ปล่อยให้โอกาศนั้นผ่านไป

 

นี่คงเป็นครั้งที่ 3 ที่เราพลาดอีกแล้ว

 

เราเกิดลืมจุดประสงค์ที่วิ่งไปหาท่าน ลากลับบ้านซะเฉยเลย

 

ทั้งๆที่มีทั้งเวลาและโอกาส มันคงยังไม่ถึงเวลาของเราอ่ะนะ

 

ทั้งๆเวลาเหลือน้อย แต่ก็ทิ้งเปล่าไปหลายครั้ง

 

แต่เมื่อวานซืนนี้วันอาทิตย์เราไปกราบหลวงพ่ออีกครั้ง

 

อย่างสะบักสะบอมมาก

 

เพราะร่างกายข้างในไม่ไหวแล้ว

 

แต่ดูภายนอกยังปกติดี ออกจากบ้านตี 4 ไปฟังธรรม

 

นั่งหลับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อยากเขกหัวตัวเองจัง

 

เวลาเขาให้นอนก็ไม่ยอมนอน

 

เวลาที่ควรจะหลับก็ไม่ยอมหลับ

 

ไม่รู้นั่งทำอะไรอยู่ เวลาฟังธรรมเกิดจะง่วง

 

กรรมแท้ๆ ที่จริงไม่รู้สึกง่วงด้วยซ้ำไปแต่หลับเฉยเลย

 

แต่กลับเป็นวันแห่งการประทับใจไม่รู้ลืมไปตลอดชีวิตแน่

 

วันอาทิตย์ที่ 9 สค.52

 

ในช่วงส่งการบ้านเราไม่ยกมือเพราะทำใจไว้แล้วว่า

 

จะไม่ส่งการบ้าน เห็นคนเยอะแล้ววันอาทิตย์

 

ก็เป็นวันที่หลวงพ่อเหนื่อยมาหลายวันแล้ว

 

แต่ขณะที่หลวงพ่อท่านตรวจการบ้านอยู่

 

ท่านเหลือบมาเห็นเราเข้าท่านทักว่า

 

อ้าว ป้าธิดามาหรือ เอ้า จดชื่อป้าธิดาด้วย

 

แปลว่าเราจะได้ส่งการบ้าน แต่ตอนนั้นเราไม่สนใจ

 

เรื่องการบ้านแล้วมันดีใจเหลือประมาณ

 

เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยเรียกชื่อเราเลย

 

และเราก็ไม่เคยมีโอกาสกราบเรียนท่านว่าเราชื่ออะไร

 

ตลอด 4 ปี เวลาส่งการบ้านท่านก็จะเรียกตามเบอร์

 

ที่ทางวัดจัดไว้ให้ แต่ครั้งนี้ท่านเรียกชื่อเราเป้นครั้งแรก

 

ความดีใจมันกระโดดโลดเต้นให้เราเห็นชัดมาก

 

เรียกว่าลิงโลดเลยหละ

 

แล้วตัวปิติก็ดันขึ้นมากลางอก

 

เรารีบไปดูตัวอัตตาว่ามันจะใหญ่สักแค่ไหน

 

กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรากฏว่าไม่เห็นอัตตา

 

เออ แปลกจัง ทำไมไม่เห็นอัตตา มันต้องมีซิ

 

นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นเพราะไปดักดู มันเลยไม่ออกมา

 

มันไม่ชอบให้เรารู้ทันแล้วไปดักดู

 

มันจะออกมาตอนเราเผลอแล้วไปรู้เข้า

 

ตกลงวันนั้นเราก็ได้ส่งการบ้าน ถึงคิวเราหลวงพ่อก็เรียกชื่อ

 

เอ้า ป้าธิดาว่ามา เราก็กราบเรียนท่านว่า

 

ขอโอกาสส่งการบ้านในรอบ 4 เดือนเจ้าค่ะ

 

ครั้งหลังสุดหลวงพ่อเมตตาบอกโยมว่า

 

โยมกำลังเดินปัญญาอยู่แบบละเอียดยิบ

 

แต่ตอนนี้โยมเหมือนไม่รู้ ไม่เห็นอะไรเลยเจ้าค่ะ

 

มันผ่านมา ผ่านไปเฉยๆ เหมือนจิตเขาไม่รับรู้อะไรเลย

 

โยมเลยไปลองเดินจงกรมดู ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นอีก

 

เห็นแต่ว่ากายมันเดินช้า ไม่ทันใจ โยมก็เดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น

 

เร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทันใจอยู่ดีเจ้าค่ะ แต่โยมก็ไม่เหนื่อย

 

หลวงพ่อเมตตาสอนว่า การภาวนานั้นไม่จำเป็นว่า

 

จะต้องเดินปัญญาอยู่ตลอดเวลาหรอก

 

ตอนนี้โยมไม่ได้เดินปัญญาอยู่นะ จิตเขาพัก

 

เหมือนว่าเขาเหนื่อย เขาเลยพักอยู่เฉยๆ

 

แต่โยมก็ยังเห็นนี่ว่า เดินจงกรมแล้วมันช้าไม่ทันใจ

 

ยังตามทันความว่องไวของจิต ตอนนี้ถ้าจิตเขาจะพัก

 

ก็ปล่อยเขาพักไปก่อนนะ ภาวนาดีอยู่แล้วอย่าเพิ่งไปทำอะไร

 

ถ้าจะเดินจงกรมก็อย่าเดินเร็วมาก เดี๋ยวจะหกล้ม

 

เราก็น้อมรับว่า เจ้าค่ะ แล้วรีบส่งต่อคนอื่น เกรงใจว่า

 

คนต่อไปจะรอช้า เราซึ้งกับความเมตตาของท่านมากๆ

 

ที่ท่านเป็นห่วง เตือนว่าอย่าเดินเร็วเดี๋ยวจะล้ม

 

ทีนี้ก็ไม่ฟังอะไรแล้ว จิตหลงไปอยู่ในโลกของความคิด

 

คิดว่าถ้าวันนี้ไม่ได้ส่งการบ้าน เราต้องถลำดูแน่ๆ

 

เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า จะดูสภาวะให้ได้ จะต้องเห็นสภาวะให้ได้

 

โห ถ้าเราทำแบบนั้นจะต้องถลำดู แล้วตามดูลึกลงไป

 

ลึกลงไปเรื่อยๆแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไปติดอะไรที่ผิดๆเข้า

 

จะต้องตามแก้กันขนาดไหน พลันก็ระลึกรู้พระคุณอันท่วมท้น

 

ของครูบาอาจารย์ รู้ลงปัจจุบันเดี๋ยวนั้นเลยว่า

 

ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจ ไม่ต้องดิ้นรนที่จะส่งการบ้าน

 

ถ้าหลวงพ่อท่านเห็นว่า มีอะไรต้องเตือนต้องสอน

 

ท่านก็จะเรียกเอง หรือเรากำลังผิดอยู่ท่านก็จะเตือน

 

โอ้ พระคุณของท่านล้นฟ้าจริงๆ มองเห็นอัตตาแว่บๆ

 

พอฟังเทศน์จบ เราได้พบกัลยาณมิตรท่านที่ไปหาถึงบ้าน

 

ก็บอกท่านว่า ดีใจมากที่วันนี้ได้ส่งการบ้าน แต่ดีใจสุดๆคือ

 

หลวงพ่อท่านเรียกชื่อพี่ด้วยละ พี่แอบยืมวิธีของคุณมาใช้

 

ได้ผลจริงๆด้วย แต่เราก็ไม่พูด ไม่ถามกันหรอกว่าวิธีอะไร

 

อย่างไร ท่านหัวเราะ เราก็ดีใจว่าท่านไม่โกรธ

 

ที่เอาวิธีของท่านมาใช้ นี่แหละ ผู้ที่เจริญในธรรม

 

จะมีเหตุมีผลเสมอ ผู้ที่เจริญสติ ก็จะรู้สึกตัวไม่มักโกรธ

 

ได้คุยกับท่านนิดหน่อย คุยแต่เรื่องธรรมะ เรื่องสรรเสริญคุณ

 

ครูบาอาจารย์ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างมีความสุข


2 Responses to “Diaryของอโหสิ”

  1. ป้าก้อย Says:

    ….ดีใจที่ธรรมมะของแม่ก้าวหน้ามากๆ เห็นแม่มีความสุขกับธรรม จิตใจมีปีติ
    พรุ่งนี้วันแม่ ลูกขอกราบแม่ที่นี่เลยนะค่ะ ขอให้คุณแม่ มีสุขภาพแข็งแรง เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป ลูกจะติดตามเข้ามาอ่าน ทุกๆวันค่ะ
    รัก เคารพเสมอ

  2. ทิพย์รัตน์ หิริวัฒนวงศ์ (นี้) Says:

    สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ยินดีด้วยกับคุณค่ะ กล้าส่งการบ้านสาธารณะแบบนี้ เป้นกำลังใจให้ค่ะ

Leave a Reply