สิงหาคม

28

diaryของอโหสิ

ความมหัศจรรย์ของจิต

 

เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์พ่อตั้งแต่เช้ามืด ออกจากบ้านสายไปหน่อยตี5แล้ว

 

หลังจากที่ขาและเท้าบวมมาหลายวัน เดินแทบไม่ไหวเลย

 

ใต้เท้าบวมวางลงกับพื้นไม่ได้ เจ็บปวดมาก

 

อยู่ๆเมื่อวานใต้พื้นเท้าก็ยุบลงบ้าง เลยรีบไปกราบครูบาอาจารย์

 

ไม่มีเวลาที่จะให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์อีกแล้ว

 

ฟังธรรมวันนี้จิตตื่นตลอดเวลา ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ถึงเรื่องของจิตล้วนๆ

 

จิตเป็นเรื่องที่เราเข้าใจยากมาก แต่เรากลับฟังด้วยความสนุก

 

ตื่นเต้นไปกับความมห้ศจรรย์ของจิต

 

ท่านแสดงธรรมว่าจิตมีหน้าที่ทีเดียวกันถึง14อย่าง ใช่หรือเปล่าไม่แน่ใจ

 

เพราะเดี๋ยวนี้เราจำอะไรไม่ค่อยได้เลย ฟังไปคิดไป ฟังไปเผลอไปได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง

 

 และในขณะที่จิตทำหน้าที่อย่างหนึ่งยังแยกออกไปได้อีก 5 อย่าง

 

ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว และเราก็ตั้งใจฟัง

 

ขณะฟังเราเกิดความรู้ความเข้าใจในการทำงานของจิตชัดเจนมาก

 

แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว เพราะพระอภิธรรมกับเราเป็นอะไรที่ไม่เคยจำได้สักที

 

เอาเป็นว่าฟังธรรมวันนี้เข้าถึงจิตถึงใจ แต่เข้าไม่ถึงสมอง

 

พอถึงเวลาส่งการบ้านเราก็ไม่ยกมือหรอก เพราะสภาวะแห่งความนิ่งๆ

 

ที่เราตั้งใจมากราบเรียนถามครูบาอาจารย์ในวันนี้

 

มันหลุดออกมาแว่บไปแว่บมาตั้งแต่ตอนท่านแสดงธรรมแล้ว

 

มันออกมารู้อารมณ์ต่างๆที่กระทบตลอด แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกกันว่าจิตมันขึ้นวิถี

 

แต่ก็ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็ได้ มันก็แค่สมมุติบัญญัติแหละ

 

แต่เมื่อเห็นว่าจิตมันออกมารับอารมณ์แล้วเราก็เลยไม่ยกมือส่งการบ้าน

 

ความจริงวันนี้ถ้ายกมืออาจจะได้ส่งเพราะบริเวณที่นั่งเก้าอี้มีคนประมาณ30กว่าคนเอง

 

แต่มือมันยกไม่ขึ้น ด้วยเห็นว่าครูบาอาจารย์ท่านเหนื่อยมากแล้ว

 

เห็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของครูบาอาจารย์แล้วก็ลดความเห็นแก่ตัวลงได้เหมือนกัน

 

หลังจากฟังธรรมเสร็จเรากลับบ้านดูสภาวะได้ตามควร ไม่ดีนัก

 

แต่ครูบาอาจารย์สอนว่าไม่ได้ดูให้ดี ให้ดูให้รู้ รู้แค่ไหนก็แค่นั้น

 

แต่เราสังเกตว่าถ้าเดินจงกรมแล้วจิตจะมีกำลัง ตั้งมั่นและเป้นกลางดี

 

ตอนนี้เดินไม่ไหวไม่เป้นไร เดี๋ยวก็ไหวเองแหละแล้วก็ค่อยเดิน

 

การตามดูตามรู้กายใจของเราในวันนี้มันแปลกๆพิกล ดูมันจืดชืดแห้งแล้ง

 

ไม่แจ่มใสเบิกบานเลย แต่ก็เข็ดแล้ว ไม่ไปพยายามทำอะไรเพิ่มอีกแล้ว

 

ดูเท่าที่ดูได้ รู้เท่าที่รู้แล้ว ตกกลางคืนลองนั่งดูทีวี หาวิธีแปลกๆมาใช้

 

นั่งดูละครหลังข่าวที่ไม่ได้ดูมานานหลายปี เราแยกตัวเราออกมาเป้นผู้ดู

 

และลครในทีวีเป้นผู้ที่ถูกดู ดูแบบแยกผู้ดูกับผู้ถูกดูออกจากกัน เออ ทำได้แฮะ

 

ดูละครอยู่ก็รู้ว่าดูละคร เราก็ดูไป ละครก็อยู่ของละครเล่นให้เราดูไป

 

กว่าจะรู้ว่าถูกกิเลศหลอก ละครก็จบเรื่องพอดี กรรมแท้ๆ

 

ดูละครไปก็ดูจิตของตัวละครไปด้วย พร้อมจิตก็พากย์ให้เสร็จ

 

นี่แหละคนเราพอโกรธแล้วไม่มีสติก็งี้แหละ

 

เออ นั่นแหละคนเรา พกเอาไว้แต่ความอาฆาตแค้นก็ทุกข์ทรมานแบบนี้แหละ

 

นั่งดูจิตเขาพากย์มาชั่วโมงครึ่ง ละครจบถึงเพิ่งมาเห็นว่า จิตส่งออกนอกมาตลอด

 

กรรมจริงๆ แทนที่จะดูจิตตัวเอง กลับไปดูจิตตัวละครเสียละเอียดยิบทุกตัวเลย

 

กราบขอขมาครูบาอาจารย์เจ้าค่ะ แต่ก็ยังดีที่รู้ตอนจบ ดีกว่าไม่รู้เลย

 

อย่างน้อยก็ได้ความรู้ทางโลกมาอย่างหนึ่ง ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง

 

นางเอกในเรื่องพอรู้ตัวว่าเป็นเนื้องอกในสมอง อุตส่าห์บอกแม่ครัว

 

ให้ซื้อผักกับข้าวกล้องมาให้กิน ด้วยหวังว่าจะยืดชีวิตตัวเองออไป

 

จนกว่าจะทำการแก้แค้นสำเร็จ แล้วเราล่ะ ไม่คิดจะพยายามรักษาชีวิตตัวเองไว้

 

ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเก็บไว้ใช้ในการภาวนาทำที่สุดแห่งทุกข์หรือ

 

ถึงรูปนามจะแยกออกจากกันแล้ว กายห่างไปมากแล้ว จนเราไม่สนใจกายเลย

 

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากายของเรามันอยู่ตรงไหน เลยไม่ดูแลมันเลย มันจะถูกแล้วหรือ

 

ถ้าไม่มีกายนี้ใจนี้ไว้ภาวนา แล้วเราจะไปเอาอะไรมาดู โง่มานานเลย

 

ลูกขอกราบถวายกายใจนี้ แด่ พระพุทธเจ้า เป็นพุทธบูชา

 

กราบถวายการภาวนา เป็นอาจาริย บูชา จนลมหายใจสุดท้าย

 

ของกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ค่ะ

 

วันนี้วันพระ ไปสวดธัมจักรดีกว่า

 


3 Responses to “diaryของอโหสิ”

  1. สายศีล Says:

    มาส่งกำลังใจให้ถึงที่ค่ะ พยายามโทรไปหาอยู่นะคะ ไม่รู้ว่าเนตจะเป็นใจหรือเปล่า

  2. j Says:

    คุณป้าคะ…น้อยเองรักษาสุขภาพนะค่ะ….เข้มแข็งนะค่ะ….น้อยติดตามอ่านข้อความที่คุณป้าเขียนตลอด…เขียนดีมากค่ะ ขอบคุณที่คุณป้ามาเขียนแบ่งปันความรู้ให้เข้าใจ

  3. Mookooja Says:

    คุณน้าขา….

    วันนี้เข้ามาตามอ่านค่ะ ดีใจที่คุณน้าได้ไปกราบครูบาอาจารย์พ่อนะคะ อนุโมทนาด้วยค่ะ
    แหมคุณน้าก็ดูละครด้วยนะคะ ดูเรื่องเดียวกันเลยค่ะ

    ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    กู้

Leave a Reply