กันยายน

3

diaryของอโหสิ

นิสัยของคนหมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน

 

เคยฟังเทศน์ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า นิสัยของคนนั้น

 

อย่าว่าแต่100ปีหรือไม่ถึง100เลย แม้หมื่นปีก็ไม่เปลี่ยน

 

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าใช่เลย เคยเป้นคนชอบคร่ำครวญรำพันต่างๆนานา

 

เดี๋ยวนี้ก็เป็นอยู่ เพียงแต่มีสติรู้ทันบ้าง รู้ไม่ทันบ้าง

 

เคยเป็นคนหวงทุกข์ ชอบกอดความทุกข์ไว้ไม่ยอมวาง

 

พอกอดทุกข์ไว้จิตใจก็จะหดหู่ซึมเศร้า เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ อะไรจะขนาดนั้น

 

ครูบาอาจารย์สอนว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ตามจริง นิสัยต่างๆที่เคยติดตัวมา

 

ไม่ว่าจะเป็นกี่ภพกี่ชาติก็ยังเป้นเหมือนเดิม

 

แต่ถ้าได้มาเรียนรู้ตามจริงนิสัยที่ไม่ดีก้อาจเปลี่ยนไป

 

ก็คงจะจริง หลายอย่างของเราเปลี่ยนไป และหลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม

 

ที่ผ่านมาจิตเรามักติดกับความซึมเศร้า จิตที่ซึมเศร้าเป้นอกุศลจิต

 

ตราบใดที่จิตเป็นอกุศลอย่าหวังเลยว่าการภาวนาจะก้าวหน้า

 

และถ้าตายไปตอนนั้น นึกเอาเองก็แล้วกันว่าอกุศลจิตขณะที่จิตจุติไปเป้นปฏิสนธิจิต

 

มันจะไปไหน น่ากลัวไหมล่ะนั่น

 

แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่าจิตเป็นอกุศลจิตก็จะเป็นกุศลทันที

 

แต่มันก็แค่แว่บเดียว เดี๋ยวก็กลับไปเป็นอกุศลอีก

 

และตอนนี้เราก็ดูจิตอยู่คู่เดียวเองคือ กุศลกับอกุศล ดูไปดูมาก็เริ่มงง

 

ปกติเราเห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ (แต่ฝึกได้)

 

แล้วจิตเค้าจะเป้นอย่างไรก้ต้องปล่อยให้เป้นไป

 

แต่มาตอนนี้เรากลับเห้นว่าจิตไม่ใช่ตัวที่แสดงสภาวะจริงๆแล้ว

 

จิตเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู

 

แล้วจิตก็ไปเห็นอาการของจิต สุข ทุกข์ มีกิเลศ มีตัณหาต่างๆนานา

 

ไม่มีตัวเรา แม้แต่เวลาที่เราเขียนว่า เรา ก็รู้สึกว่ามันผิด มันไม่ใช่เรา

 

มันไม่มีตัวเรา มันมีแต่จิตผู้รู้ ที่ไปรู้อาการต่างๆของจิต

 

แล้วจิตผู้รู้ก็มาเห็นกาย แสดงอาการต่างๆกิน ดื่ม ทำ พูด คิด เดิน นอน นั่ง

 

แต่เราไม่เห็นว่ามันเป้นแค่ธาตุ

 

เรายังเห็นว่ามันก็เป็นคนน่ะแหละ แต่มันไม่เกี่ยวข้องกับเรา

 

เฮ้อ มันบรรยายยากจัง แต่นิสัยชอบคร่ำครวญก็อยากระบายอ่ะนะ

 

แล้วที่รู้ที่เห็นนี่มันก็ทุกข์เหลือเกิน เราไม่อยากทุกข์หรอก

 

เพราะตอนนี้มีแต่คนเห้นทุกข์ เราไม่อยากเห้นเหมือนใครเลย

 

มันก็อัตตาแหละ ครูบาอาจารย์สอนว่า วิปัสนาเริ่มต้นเมื่อหมดความคิด

 

 อัตตามันไม่มีอยู่จริง มันเป้นแค่ความคิด แล้วไงล่ะ

 

เหมือนเราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันตันก้เพราะจิตมันไปสร้างกิเลศขึ้นมา

 

แล้วจิตมันก็ปล่อยให้กิเสลมาครอบงำจิต อยากส่งการบ้านจัง

 

อยากส่งการบ้านกับครูบาอาจารย์ทั้งสองของเรา

 

ท่านใดท่านหนึ่งก้ได้แล้วแต่โอกาศ

 

สงสัยก็รู้ว่าสงสัย ง่ายไปหน่อยไหมเนี่ย เพิ่มอีกหน่อยแล้วกัน(ขอปรุงแต่งหน่อย)

 

สงสัยแล้วก็รู้ว่าจิตมีโมหะ

 

มีตัณหาอยากรู้ว่าสภาวะแบบนี้เห้นจริงรู้จริง หรือว่าคิดไปเอง

 

หรือว่าเป้นวิปัสนูกิเลศ หรือว่าถลำดุเข้าไปแล้ว

 

เอ้อ ให้มันได้อย่างนี้ซิ กลัวว่าจะง่ายไปมังเนี่ย ช่างสงสัยจริ๊งจริง

 

พรุ่งนี้คุณกู้จะกรุณามารับไปกราบหลวงพ่อ นัดกันไว้ตี5 แต่2วันมานี้เวียนหัวจัง

 

เวียนขนาดหนัก อย่าไปวิตกกังวลดีกว่า พรุ่งนี้ก็รู้เองว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

เราไม่สามารถรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้ได้ในวันนี้หรอก


5 Responses to “diaryของอโหสิ”

  1. j Says:

    คุณป้าไปกราบหลวงพ่อ เมื่อวันศุกร์เป็นอย่างไรบ้างค่ะ….มาเล่าให้ฟังกันนะค่ะ….คิดถึงคุณป้ามากค่ะ…มากจริงๆๆ..คุณป้าเป็นเหมือนน้ำเย็นที่หยดลงไปบนดินที่แห้งผาด รักและคิดถึงนะค่ะ (น้อย)

  2. j Says:

    คุณป้าค่ะ วันนี้น้อยเข้าไปอ่านในลานธรรม คุณป้าบอกว่าตอนนี้เป็นช่วงใช้วิบาก สู้ๆๆนะค่ะ

  3. CheRie Says:

    ป้าธิดาคะ รี่ทำfacebook ให้นะคะ เป็นช่องทางเผยแพร่งานเขียนอีกทางหนึ่ง มีlink มาที่นี่ด้วยค่ะ (ไม่รู้ทำไง เลย copy paste ) คุณป้าว่างๆ เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกนะคะ แต่หน้าpage ที่ทำให้ เป็นอิสระต่างหาก แต่เมื่อคุณป้าสมัครfacebook แล้ว คุณป้าจะแก้ไขงาน ตอบคอมเม้นท์ได้อีกค่ะ :D

    นี่คือลิงค์หน้างานเขียนค่ะ ( เอารูปใส่ไปแล้ว ถ้าไม่ชอบแก้ได้นะคะ ) http://www.facebook.com/home.php?ref=home#/pages/Thida-Smithsuwan/151329539972

    อันนี้เป็นลิงค์สมัครค่ะ

    http://www.facebook.com

  4. สายศีล Says:

    พยายามโทรหาอีกแต่เนตงอแงมากเลยค่ะ
    ส่งกำลังใจมาให้พี่นะคะ

  5. ลูซี่ Says:

    พึ่งทราบว่าของแม่คอมเม้นได้ด้วย
    คุณแม่สบายดีนะคะ ดูเเลสุขภาพด้วยนะคะแม่

Leave a Reply