กันยายน

19

diary ของอโหสิ

หลังจากป่วยบ้างดีบ้างก็ได้ทดสอบอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

อยู่ๆอาการก็ทรุดลงไปเฉยๆ ลุกไม่ไหว เวียนหัว

 

เดินไม่ค่อยได้ ใช้เกาะข้างฝาเอาเหมือนจิ้งจกตุ๊กแก

 

แต่เท่าที่จำได้ชาตินี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับจิ้งจกตุ๊กแกเลย ค่อยเบาใจไปหน่อย

 

วันเสาร์ที่ 12 พอลุกนั่งได้คอตั้งไหวไม่ล้ม

 

ก็รีบไปกราบครูบาอาจารย์ทันที

 

เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ไม่ได้อยากส่งการบ้านหรอก

 

เพราะ 2 ครั้งหลังมานี้ได้ส่งการบ้านติดกันโดยไม่ได้ยกมือ

 

แต่อยากไปชาร์ทแบต ใช้แบตไปเยอะมากไม่เหลือเลย

 

ครั้งหลังสุดที่ไปกราบท่าน เรารู้สึกว่าการภาวนามันระส่ำระสาย

 

ไม่มีระเบียบ ดูซิ เขียนไปดูจิตไปยังรู้เลยว่าเราติดดี

 

อยากภาวนาให้มันดี พอไม่ได้ดังใจก็ไม่พอใจละ

 

จะเอาดีอะไรนักหนาหนอ แค่เห็นตามจริงได้ก็พอแล้ว

 

วันนั้นหลวงพ่อเมตตาถามว่า ธิดา จิตเป็นกลางหรือเปล่า

 

เสียงท่านเน้นๆนิดนึง

 

เราสว่างวาบจิตตั้งมั่นขึ้นมาทันที

 

กราบเรียนท่านว่า จิตไม่เป็นกลางเลยเจ้าค่ะ

 

ท่านบอกว่า ไปดูมานะ จากวันนั้นจิตเราเริ่มเป้นกลางขึ้น

 

จนถึงวันที่ป่วยลุกไม่ไหว

 

ก็ดีซิ เราจะได้นอนดูจิตไปเรื่อยๆ

 

พลันก็ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์เทศน์ให้ฟังว่า

 

ท่านได้ไปเยี่ยมพระองค์หนึ่งซึ่งป่วยหนัก ท่านเลยไปให้กำลังใจว่า

 

ตายแน่ คราวนี้ท่านต้องตายแน่ๆ

 

(หมายถึงพระองค์ที่ท่านไปเยี่ยม)

 

ให้นอนดูกายมันตายไปเลยนะ แล้วปรากฏว่าพระองค์นั้นก็มรณภาพ

 

ในวันรุ่งขึ้นอย่างสง่างาม หวนมาคิดถึงตัวเอง

 

เราก็ต้องนอนดูกายมันตายไปเลยเหมือนกัน

 

แล้วเขาดูกันยังไง นั่นซิเราก็ถนัดแต่จะดูจิตท่าเดียว 

 

เพราะตอนนั้นเรามีเวทนาแรงมาก

 

ดูเวทนาแล้ววิตกกังวล (ตามนิสัยของเรานั่นแหละ)

 

พอวิตกกังวล สัญญาก็เข้ามาทำหน้าที่

 

เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวมันจะเจ็บกว่านี้ สังขารก็เข้ามาช่วยปรุงแต่งต่อ

 

แล้วจะไหวไหมเนี่ย มันจะเจ็บปวดจนขาดสติหรือเปล่า

 

ถ้าขาดสติจะไปดีหรือ

 

ถ้าตายตอนนี้จุติจิตจะไปเป็นปฏิสนธิจิตที่ไหนล่ะ เฮ้อ

 

เจ็บจะตายยังไม่รู้ลงปัจจุบัน ไม่อยากเกิดอีกแล้ว

 

แต่กลับไปสร้างภพอยู่เหยงๆเลย กิเลศตัณหาครอบงำจิต

 

กว่าจะรู้ตัวกระสับกระส่ายอยู่เป็นวันเลยนะเนี่ย

 

แต่พอหลุดออกมาได้ก็ไม่ตายซะเฉยๆงั้นแหละ

 

ลุกได้ก็ขอไปกราบครูบาอาจารย์ก่อน

 

เลยไปเป็นลมที่วัดเสียอีก อึดอัด แน่นมาก หายใจไม่ออก

 

เหงื่อออกโทรมทั้งตัวเลย นั่งต่อหน้าหลวงพ่อด้วย

 

ท่านก็กำลังเทศน์ ก้มตัวลงอยากจะกราบลาท่าน

 

เผื่อจะไม่ได้มากราบท่านอีก ปรากฏว่าหลังแข็ง คอแข็ง ก้มไม่ลง

 

เวียนหัวเจ็บระบมไปทั้งหัวเลย ทรมานมาก

 

ได้แต่นั่งพนมมือนิ่งๆ แปลกมากเลย

 

อยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์จิตมันฉลาด มันไม่ยอมทรมานด้วย

 

มันหนีเลย จิตถอยออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดูทันที

 

นึกออกแล้ว รู้แล้วว่าเขานอนกายมันตายกันอย่างไร

 

คนเราใช่ว่าจะตายกันง่ายๆหรอก

 

เรากำหนดไม่ได้ว่าจะตายตอนไหน

 

เพราะฉนั้นต้องเตรียมตัวไว้ตลอดเวลา ฝึกที่จะตายอย่างมีสติ

 

สติอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย

 

กราบขอบพระคุณท่านพญามัจจุราชที่เมตตามาคอยเตือนอยู่เนืองๆ

 

เลยได้มีโอกาศซ้อมตายไว้ก่อน แต่ก็ต้องระวัง

 

เพราะบางทีถ้ามีโอกาศซ้อมตายแล้วเกิดตอนจะตายจริงๆ

 

สัญญามันจะหลอกว่านี่คือการซ้อมอีกแล้ว

 

พอจำได้ก็จะไปหมายรู้ต่อผิดๆ

 

ต้องอยู่อย่างไม่ประมาทจริงๆเลย เฮ้อเหมือนง่ายแต่มันก็ยาก

 

เอ๊ะ แล้วนี่มันเป้นวิปัสนูกิเลสหรือเปล่าเนี่ย

 

ยุ่งจริงๆเลย ยุ่งอยู่แล้วยังจะไปปรุงแต่งให้ยุ่งเข้าไปอีก กรรม

 

ลูกขอก้มกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง


7 Responses to “diary ของอโหสิ”

  1. Mookooja Says:

    กราบสวัสดีคุณน้าธิดาค่ะ

    ก่อนอื่นเลยกู้ต้องเข้ามากราบขอบพระคุณคุณน้าที่ช่วยชี้ จี้ สภาวะให้กู้ได้เห็นจากประสพการณ์ที่ไปเจอมานะคะ ถ้าไม่ได้คุณน้ากู้ก็จะไม่หายสงสัยสักทีน่ะค่ะ วันนั้นได้คุยกับคุณน้าแล้วจิตเบิกบานเป็นที่สุด ความสงสัยมันหายไป มันเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดจริง ๆ

    ตอนคุณน้าเอ่ยชมและให้กำลังใจว่ากู้ภาวนาใช้ได้นะคะ _/\_
    เกิดอัตตาแล่น ๆ ขึ้นมานิดนึง จิตฟุ้งซ่านไปพักใหญ่ ๆ (ดีนะคะเนี่ยที่ยังไม่เกิดเหตุให้ต้องม่องเท่งตอนนั้น มิเช่นนั้นคงไปอบายภูมิแน่เลย ^_^)
    ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณคุณน้าที่ให้กำลังใจกู้ทุกครั้งที่ค่ะ รู้สึกไม่เสียแรงที่หัดดูไปเรื่อย ๆ รู้สึกภาคภูมิที่ได้เป็นชาวพุทธ ได้ฟังซีดีและกราบหลวงพ่อปราโมทย์ ได้พบคุณน้า และรู้จักน้องกอบ ที่คอยแนะนำการภาวนาให้กู้เสมอมา

    เข้ามาตามอ่านกระทู้คุณน้าวันนี้อ่านแล้วก็ใจหาย จิตใจอาลัยอาวรณ์คุณน้าเหลือเกิน คุณน้ามีจิตใจที่เข้มแข็งมากนะคะ ขอให้สิ่งศักดิ์ทั้งหลายช่วยดูแลคุณน้าด้วยนะคะ

    กู้ยังไม่ได้มีโอกาสโหลดรูปตอนไปเที่ยวลำพูนให้คุณน้าได้ดูเลยค่ะ (-__-!) แย่จัง เหมือนเด็กไม่รับผิดชอบยังไงไม่รู้ ขออภัยนะคะ

    เมื่อสองวันก่อนได้มีโอกาสคุยกับท่าน Gavesako Bhikku ท่านพำนักอยู่ที่ http://bodhi-vihara.org เข้าใจว่าชื่อวัดโพธิวิหาร ประเทศเยอรมันนีค่ะ ท่านเป็นหนึ่งในสมาชิกที่จัดทำ facebook ในนาม Dhammatube Channel กู้ส่งเรื่องของคุณหมายไปให้ท่านอ่านค่ะ (ตอนแรกคิดว่าท่านเป็นพระไทยที่อยู่ที่นั่น) แต่ไม่ใช่ค่ะ ท่านเป็นชาวเยอรมันค่ะ ท่านเข้าใจภาษาบาลีเป็นอย่างดี และสามารถอ่านและเข้าใจภาษาไทยได้ด้วยค่ะ ท่านจะมาเมืองไทยในเดือน พ.ย. นี้มาเยี่ยมท่านชยสาโร ที่ปากช่อง น่ะค่ะ คุณน้าไปด้วยกันนะคะ เพราะกู้ก็มีแจ้งเพื่อน ๆ หลายคนไว้เหมือนกันน่ะค่ะ

    comment ยาวไปหน่อยนะคะ แต่คิดถึงจริง ๆ ค่ะ

    รัก เคารพ และคิดถึงค่ะ
    กู้

  2. สายศีล Says:

    คิดถึงมากมายค่ะ ได้อ่านเรื่องของน้องหมวยแล้วตั้งแต่วันที่โทรไปคุยกันคราวก่อนนั่นแหลค่ะ พออ่านจบก็คิดถึงพี่ เลยโทรไปแต่ก็ได้คุยกันนิดเดียว

    จะบอกพี่ว่าไม่ต้องพยายามวิเคราะห์ วิจัย ในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ ให้ดูเฉยๆ ดูได้ไหม ดูไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ เพราะธรรมชาติของจิตของพี่มันช่างคิด ช่างอยากรู้ ช่างสงสัย ช่างบังคับ ช่างปรุงแต่ง เออ…ก็ปล่อยให้มันปรุงไป แต่มีใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่ ถ้าสังเกตลงไปอีกนิด พี่จะเห็นว่า พี่กำลังรู้กำลังดูอยู่นะ รู้ได้ถูกทุกอย่างเลย สภาวะเป็นอย่างไรเห็นหมด แต่ไม่เห็นตัวผู้รู้ ถอยออกมานิดหนึ่ง จะเห็นตัวผู้รู้ ที่เห็นสภาวะที่เกิดขึ้น แบบไม่เป็นกลาง เข้าใจไหมค่ะ ไม่เป็นกลางก็รู้ว่าไม่เป็นกลาง ไม่ต้องไปพยายามให้มันเป็นกลาง เพราะถ้าพยายามมันก็ หลงกลกิเลสเข้าไปอีก หลงอยากหลงโมโหตัวเองที่ทำไม่ได้ซะที ปล่อยให้ใจมันดิ้นกระแด่วๆไป แล้วก็ถอยออกมานิดหนึ่งนะ นิดเดียว

    ไม่ได้ภาวนาเก่งไปกว่าพี่เลย แต่บ้างครั้งตัวเองก็เป็น แบบนี้แหละมันสะดุดใจคำที่หลวงพ่อพูดว่า เห็นสภาวะอะไรไม่สำคัญ หยาบหรือละเอียด ชัดหรือไม่ชัด จงใจ หรือไม่จงใจ ขอให้รู้แค่ว่าเห็นแล้ว เราเกิดความพอใจไม่พอใจ เป็นกลางไม่เป็นกลางอย่างไร เห็นแล้วก็รู้ ไปตามจริงว่า ใจเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง พอใจ ในความเป็นกลางหรือไม่ ก็ดูต่อไปเลย รู้จริงๆกลางจริงๆ มันแค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น

    ตอนนี้จงใจดูเกินไปหรือเปล่า …

    พักนี้เนตไม่ค่อยดี โทรไม่ค่อยได้ เลยเลิกพยายาม แต่ก็ไม่เลิกส่งใจให้ กายมันจะเป็นไงก็ช่างมันเถอะค่ะ ให้มันไป มันอยากจะเจ็บจะปวด ทำไงได้ ห้ามมันได้ที่ไหน

    ค่อยๆเดินไปด้วยกันนะคะ พี่นะยังดีกว่าใครหลายคน ที่ท่านพญามัจุราชท่านเมตตามาเตือนอยู่บ่อยๆ คนบางคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ตั้งตัว รู้อีกทีก็หมดลมหายใจจากโลกนี้ไปซะแล้ว

    บุญรักษา

    สาย

  3. สายศีล Says:

    ขอแถมอีกนิด พี่มักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า ทำไมมันไม่เห็นดับ ทำไมมันไม่เห็นเป็นกลางเลย ตอนที่กำลังคิดอยู่มันก็ปรุงไปอีกรอบแล้ว ความเป็นกลางมันไม่เกิด แต่ถ้าถอยมาอีกนิด มามองไตรลักษณ์ ในแง่มุมของอนัตตา คือมันไม่ใช่เรา ความเป็นกลางไม่ใช่เรา ถ้าเค้าจะเกิดเค้าก็เกิดของเค้าเอง ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรา เค้าจะเป็นอะไรเค้าก็เป็นของเค้าเอง กำลังหลง ก็ไม่ใช่เรา กำลังง กำลังสงสัยก็ไม่ใช่เรา สายมองเห็นอนัตตาให้แง่มุมนี้คือ ไม่ใช่เรา ได้ชัดที่สุด ชัดกว่ามองเห็นการเกิดดับ ของสภาวะ มันเหมือนเห็นตัวเองถอยออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู …แม้แต่ผู้รู้ เอง ก็ไม่ใช่เรา เพราะผู้รู้ก็เกิดเอง ไปสั่งให้เค้าเกิดไม่ได้ เค้าจะเกิดก็ต่อเมื่อเรามีสติ ตั้งมั่น สติที่ตั้งมั่นก็เกิดเอง จากการจำสภาวะได้ จากการพากเพียรฝึกไปนั่นแหละค่ะ

    ถูกผิดอย่างไร ถ้าพี่สงสัย ฝากไปกราบเรียนถามครูบาอาจารย์ให้สายด้วยละกันกว่าสายมองในมุมนี้แล้วเป็นอย่างไร

    ไปจริงๆละ ขอไปวิ่งจงกรม นั่งสมาธิก่อนนะคะ

  4. Mookooja Says:

    _/|\_ อนุโมทนากับคุณน้าสาย ด้วยนะคะ

  5. j Says:

    วันศุกร์นี้คุณป้าจะไปปฏิบัติธรรมที่สวนสันติธรรม…..น้อยขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะคุณป้า….สู้ๆๆนะค่ะ….กลับมาเล่าสู่กันฟังนะค่ะ

  6. benyapa Says:

    คุณน้าคะ อยากบอกว่าบล็อกของคุณน้าเป็นประโยชน์มากมายเลยค่ะ วันนี้มาตามอ่านแล้วอยากคุยกับคุณน้า (เห็นใจที่มันอยากด้วยค่ะ แหะ แหะ)

    ภาวนาของปูก้อยังไม่ได้เรื่องเหมือนเดิมหละค่ะ ว่าง ๆ คงต้องให้คุณสายศีลช่วยเคาะออกบ้าง อิอิ

    บุญรักษาค่ะ
    ปู

  7. cash advance Says:

    thida.narak.com is very informative. The article is very professionally written. I enjoy reading thida.narak.com every day.

Leave a Reply