สิงหาคม

24

diaryของอโหสิ

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวแบบง่ายและแบบยาก

 

กว่าจะหลุดออกมาจากหลุมที่ขุดฝังตัวเองไว้แทบเอาชีวิตไม่รอด

 

เราลองหยุดพักการภาวนาไว้ชั่วคราวอยากรู้ว่าจะเป้นอย่างไร

 

เพื่อมันจะดีขึ้น ปรากฏว่าอึดอัดยิ่งกว่าตอนที่ภาวนาไม่เป้นเสียอีก

 

ถึงตอนนี้แล้วรู้ว่าหยุดไม่ได้หรอก ถึงเราไม่ดูสภาวะธรรมเค้าก็จะเกิดของเค้าตลอดเวลาแหละ

 

เมื่อเราแกล้งทำเป้นไม่ดู ก็จะได้เห้นได้รู้สิ่งที่แกล้งๆเช่นกัน

 

เมื่อวานไปกราบครูบาอาจารย์ เรามีครูบาอาจารย์ 2 ท่านที่เราเคารพบูชาเหนือชีวิต

 

ท่านหนึ่งคือหลวงพ่อ อีกท่านเป้นฆราวาส เราขอเรียกท่านว่าอาจารย์พ่อ

 

เพราะท่านเป้นผู้ทำให้เราได้เกิดใหม่เพื่อเรียนรู้ตามจริงของชีวิต

 

เมื่อวานไปกราบหลวงพ่อ ได้ฟังธรรมแล้วจิตใจอาจหาญร่าเริง ถึงคนจะมากไปหน่อย

 

ได้พบยอดกัลยาณมิตรด้วย สนทนากันแล้วเราได้ข้อคิดดีๆติดมาทุกครั้ง

 

พบกันเมื่อไหร่ก็ได้อนุโมทนาบุญกับท่านทุกที ยังความปิติให้เกิดขึ้นเสมอๆ

 

เมื่อวันที่ 20 ได้ไปฟังอาจารย์พ่อบรรยายโดยได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ท่าน

 

กรุณามารับถึงบ้าน ม่ายงั้นคงอดไปแน่เลย

 

วันนั้นท่านบรรยายเรื่องอะไรจำหัวข้อเรื่องไม่ได้

 

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือท่านชี้แนะถึงวิธีเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

 

มี 2 แบบคือ แบบง่าย และแบบยาก ทั้ง 2 แบบเป็นการฝึกทางจิต

 

 เสบียงที่เตรียมง่ายๆ คือการแผ่เมตตาและกรุณา ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป้นทางใจ

 

เราต้องมีแก่ใจที่จะให้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าเราจะให้ทุกคน เราจะไม่เบียดเบียน

 

เมื่อจิตสงบสว่างดีแล้ว ก็แผ่ไปให้ทุกๆคน

 

ส่วนการแผ่กรุณานั้นก็คือ ให้มีแก่ใจคิดจะให้เสียก่อน

 

คิดอยากให้ อยากช่วย ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ

 

ให้เรานึกถึงบุญ ทาน คุณงามความดีต่างๆที่เราเคยทำมาจนเกิดปิติแล้วแผ่ไปให้ทุกคน

 

ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า

 

จิตที่ยึดเหนี่ยวพระพุทธเจ้าไว้เป็นสรณะ จะนำไปสู่ความเมตตากรุณาได้ง่าย

 

ส่วนเสบียงที่เตรียมยากคือความเข้าใจถึงกฏแห่งกรรมวิบาก

 

ให้รู้ว่ากายใจนี้เป็นเครื่องมือให้ตัวเองออกจากวังวนแห่งความทุกข์

 

กฏแห่งกรรมวิบากข้อ 1 คือ ให้เรารู้ว่าชีวิตนี้เปรียบเหมือนละคร

 

ละครแต่ละฉากมีเหตุมีผลอยู่เบื้องหลังเสมอ เพื่อเตือนใจให้เราทำแต่ความดี

 

เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนพากันคิดว่า ทำดีแล้วไม่เห็นจะได้ดี

 

ท่านชี้ให้เห็นว่า ทำดีเดี๋ยวนี้ก็ได้ดีทันทีตรงความสบายใจ

 

สบายใจได้เรื่อยๆแล้วเราจะรู้ว่ากฏแห่งกรรมมีจริง ผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุเสมอ

 

ข้อ 2 คือ ชีวิตนี้ไม่เที่ยง อะไรๆก็ไม่ใช่ของเรา มันแปรปรวนตลอดเวลา

 

การออกจากกรงขังคือการออกจากกายใจนี้ให้ได้

 

ด้วยการตามรู้กายใจนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้

 

การบรรยายในวันนั้นเรารู้สึกเหมือนท่านบรรยายให้เราฟังโดยเฉพาะ

 

เพราะท่านยกตัวอย่างหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราขึ้นมาพูด

 

แต่เราก็เสียดายที่ฟังไม่จบ แว่บออกมาก่อนเพราะทุกขเวทนาจากขันธ์

 

เช้านี้เราเห็นทุกขเวทนาแรงกล้า การภาวนายิ่งเร่งก็ยิ่งแย่

 

แต่เราทำใจได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่มีเราอยู่ที่ไหนทั้งสิ้น

 

ตอนนี้เห็นแต่ทุกขเวทนา เมื่อมันเห็นจนพอ มันอาจพัฒนาไปเห็นทุกขลักษณะ

 

เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ถ้ากิเลศและตัณหาครอบงำจิตไม่ได้ เราก็จะได้เห้นความจริงว่า

 

ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรอยู่เลย

 

ทุกสิ่งเป้นเพียงสมมุตบัญญัต

 

ขอกราบแทบเท้าครูบาอาจารย์

 

**********************************************************

 

คุณน้อยคะ อนุโมทนาบุณนะคะ ตอนนี้โทรศัพท์มันติงต๊อง

 

ใช้ได้แล้วจะส่งข่าวค่ะ ขอให้คุณน้อยมีความสุขค่ะ

สิงหาคม

13

diaryของอโหสิ

รู้สึกตัว

 

3 วันผ่านไปกับความอึดอัดที่ต้องอยู่เฉยๆ โดยไม่ปรุงแต่งขันธ์ใดๆ

 

ทำตามที่ครูบาอาจารย์สั่งมา รู้เท่าที่จะรู้ได้ จิตเริ่มดิ้นรนอยากส่งออกนอก

 

แต่เรารู้ทันเสียแล้วเพราะครูบาอาจารย์บอก อยากดิ้นรนก้ดิ้นรนไป

 

เราก็แค่ตามรู้ตามดูเฉยๆ เราเริ่มรู้สึกตัวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉยเมยซื่อบื้อเหมือนช่วงที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะตอนตื่นนอน จะเห้นความคมชัดของจิตผู้รู้พอควรเลยแหละ

 

ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า ธรรมดาของนักปฏิบัติ พอตื่นเช้าจิตก็จะรีบไปหยิบฉวยเอาอะไรมาดู

 

เราเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่เราเห็นแค่ว่า พอรู้สึกตัวตื่น

 

จิตจะรีบไปจ้องสภาวะอะไรสักอย่าง แต่ละวันไม่เหมือนกัน

 

พอรู้ว่าจ้องกริบเดียวจริงๆโดยเราไม่ไปแทรกแซง จิตเขาก็จะทำงานของเขาต่อ

 

โดยเราไม่ต้องไปดึงกลับมาหรืออะไรทั้งสิ้น จิตก็จะแค่รู้ลงปัจจุบัน

 

ปัจจุบันสั้นนิดเดียว กระพริบตาทีเดียว ปัจจุบันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว

 

เชื่อครูบาอาจารย์และทำตามที่ท่านสั่งสอน โดยเฉพาะถ้าเป็นการสอนเฉพาะตน

 

เมื่อเราทำตามแล้วจะเห็นผลเร็วมาก เรารู้สึกตัวว่า ตอนนี้จิตโปร่ง โล่ง เบา สบาย

 

เจริญสติเป็นขณะๆ ไม่เอ๋อๆเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ดิ้นรน วุ่นวายหรือไขว่คว้า

 

แค่รู้แค่ดูอยู่เฉยๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า การภาวนานี่มันง่ายนะ ผิดกับเมื่อ4เดือนก่อน

 

ที่เราว่ามันยากมากเลย ก็เพราะเราอีกน่ะแหละที่ไปทำให้มันยาก

 

ซึ้งกับครูบาอาจารย์ที่ท่านทนยากลำบากเหน็ดเหนื่อยกับการพร่ำสอนพวกเราว่า

 

หัวใจหรือสิ่งที่เป็นกุญแจของการปฏิบัติ ที่จะไขเราไปสู่ความเข้าใจ

 

เปิดประตูของความเข้าใจในธรรมะนั้น คือความรู้สึกตัว

 

ไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยกรรมฐานชนิดใดก็ต้องทำด้วยความรู้สึกตัว

 

ถ้าขาดความรู้สึกตัวเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพานได้

 

เพราะฉนั้นจุดสำคัญก็คือ ต้องรู้สึกตัวให้เป็นเสียก่อน เพราะฉนั้น

 

ความรู้สึกตัวนี้เป็นแก่น เป็นหัวใจที่สำคัญ ครูบาอาจารย์เจ้าขา ณ.ขณะนี้

 

ลูกกลับมารู้สึกตัวได้แล้ว หลังจากที่ไม่รู้สึกตัวมาเป็นเดือนๆ ทำให้รู้ได้ว่า

 

การภาวนามีเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ได้ทุกขณะ

 

อย่าประมาท และอย่าท้อถอย ในขณะเดียวกัน ก็อย่าขยันจนเกินจริง

 

ขอน้อมกราบลงแทบเท้าครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

 

ขอน้อมถวายความรู้สึกตัวเป็นปฏิบัติบูชา เป็นอาจาริยบูชา

 

ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ครูบาอาจารย์อยากเห็นลูกศิษย์ทุกคนรู้สึกตัว

 

ลูกจะเพียรถึงที่สุด เพียรแต่ไม่เผลอ และ ไม่เพ่ง

สิงหาคม

13

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณก้อยและคุณกี้คุณก้อยคะ แม่ดีใจที่เจอคุณก้อยในนี้

 

ถึงจะอยู่ไกลแต่ใจก็ไปถึง เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เดี๋ยวก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว

 

หวังว่ากลับมาคราวนี้เราคงได้เจอกัน รักและคิดถึงคุณก้อยเสมอ

 

คุณกี้คะ ขอบคุณที่ตามมาอ่าน การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากหรอกค่ะ

 

มันยากสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ คุณกี้หัดเจริญสติในชีวิตประจำวัน

 

ตามเวปนี้เลยค่ะ www.wimute.net  เอ สงสัยจะจำชื่อผิด

 

เพราะของแม่เมมไว้เลย เวลาเข้าก็เลยไม่ได้พิมพ์ เดี๋ยวจะเข้ามาบอกใหม่นะคะ

 

หรือคุณกี้จะหาในกูเกิ้ลก็ได้ค่ะ หาคำว่า ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว อนุโมทนาค่ะ

สิงหาคม

11

Diaryของอโหสิ

พ่อแม่ครูบาอาจารย์

 

อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่วิ่งหาครูบาอาจารย์ตลอด

 

ร่างกายจะเป็นไงไม่อยากสนใจแล้ว ปล่อยไปก่อน

 

มันเป็นแค่ที่ อาศัยชั่วคราวเอง

 

ตามล่าหาคำตอบ เลยได้ความจริงอีกอย่างว่า

 

การภาวนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะนั้น

 

เป็นเรื่องแสนยากเผลอๆ

 

อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

ที่จะบรรลุธรรมโดยปราศจากครูบาอาจารย์

 

เมื่อวันพฤหัสเราไปกราบหลวงพ่อตอนเช้า

 

ไม่ได้ส่งการบ้าน ตอนบ่ายเลยไปกราบอาจารย์

 

ถามคำถามที่อยากรู้อยากเห็น

 

ได้คำตอบที่พอใจเลยกราบลากลับบ้าน

 

ไม่ได้ถามปัญหาธรรมเลย ลืมซะงั้น

 

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราหลายครั้งแล้ว

 

แต่ก็ไม่จำ อาจารย์เคยพูดเปรยๆบ่อยๆว่า

 

เราพลาดโอกาศสำคัญๆในชีวิตการปฏิบัติถึง 2 ครั้งแล้ว

 

คืออาจารย์ คอยจะแนะนำแต่เราไม่นำพา

 

ทั้งๆที่อาจารย์ให้โอกาสและคอยจะอธิบาย

 

ถ้าเราถามตอนนั้น และท่านตอบตอนนั้น

 

เราจะเข้าใจธรรมที่ติดขัดอยู่ทันที

 

แต่เราก็ปล่อยให้โอกาศนั้นผ่านไป

 

นี่คงเป็นครั้งที่ 3 ที่เราพลาดอีกแล้ว

 

เราเกิดลืมจุดประสงค์ที่วิ่งไปหาท่าน ลากลับบ้านซะเฉยเลย

 

ทั้งๆที่มีทั้งเวลาและโอกาส มันคงยังไม่ถึงเวลาของเราอ่ะนะ

 

ทั้งๆเวลาเหลือน้อย แต่ก็ทิ้งเปล่าไปหลายครั้ง

 

แต่เมื่อวานซืนนี้วันอาทิตย์เราไปกราบหลวงพ่ออีกครั้ง

 

อย่างสะบักสะบอมมาก

 

เพราะร่างกายข้างในไม่ไหวแล้ว

 

แต่ดูภายนอกยังปกติดี ออกจากบ้านตี 4 ไปฟังธรรม

 

นั่งหลับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อยากเขกหัวตัวเองจัง

 

เวลาเขาให้นอนก็ไม่ยอมนอน

 

เวลาที่ควรจะหลับก็ไม่ยอมหลับ

 

ไม่รู้นั่งทำอะไรอยู่ เวลาฟังธรรมเกิดจะง่วง

 

กรรมแท้ๆ ที่จริงไม่รู้สึกง่วงด้วยซ้ำไปแต่หลับเฉยเลย

 

แต่กลับเป็นวันแห่งการประทับใจไม่รู้ลืมไปตลอดชีวิตแน่

 

วันอาทิตย์ที่ 9 สค.52

 

ในช่วงส่งการบ้านเราไม่ยกมือเพราะทำใจไว้แล้วว่า

 

จะไม่ส่งการบ้าน เห็นคนเยอะแล้ววันอาทิตย์

 

ก็เป็นวันที่หลวงพ่อเหนื่อยมาหลายวันแล้ว

 

แต่ขณะที่หลวงพ่อท่านตรวจการบ้านอยู่

 

ท่านเหลือบมาเห็นเราเข้าท่านทักว่า

 

อ้าว ป้าธิดามาหรือ เอ้า จดชื่อป้าธิดาด้วย

 

แปลว่าเราจะได้ส่งการบ้าน แต่ตอนนั้นเราไม่สนใจ

 

เรื่องการบ้านแล้วมันดีใจเหลือประมาณ

 

เพราะหลวงพ่อท่านไม่เคยเรียกชื่อเราเลย

 

และเราก็ไม่เคยมีโอกาสกราบเรียนท่านว่าเราชื่ออะไร

 

ตลอด 4 ปี เวลาส่งการบ้านท่านก็จะเรียกตามเบอร์

 

ที่ทางวัดจัดไว้ให้ แต่ครั้งนี้ท่านเรียกชื่อเราเป้นครั้งแรก

 

ความดีใจมันกระโดดโลดเต้นให้เราเห็นชัดมาก

 

เรียกว่าลิงโลดเลยหละ

 

แล้วตัวปิติก็ดันขึ้นมากลางอก

 

เรารีบไปดูตัวอัตตาว่ามันจะใหญ่สักแค่ไหน

 

กับเหตุการณ์ครั้งนี้ ปรากฏว่าไม่เห็นอัตตา

 

เออ แปลกจัง ทำไมไม่เห็นอัตตา มันต้องมีซิ

 

นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นเพราะไปดักดู มันเลยไม่ออกมา

 

มันไม่ชอบให้เรารู้ทันแล้วไปดักดู

 

มันจะออกมาตอนเราเผลอแล้วไปรู้เข้า

 

ตกลงวันนั้นเราก็ได้ส่งการบ้าน ถึงคิวเราหลวงพ่อก็เรียกชื่อ

 

เอ้า ป้าธิดาว่ามา เราก็กราบเรียนท่านว่า

 

ขอโอกาสส่งการบ้านในรอบ 4 เดือนเจ้าค่ะ

 

ครั้งหลังสุดหลวงพ่อเมตตาบอกโยมว่า

 

โยมกำลังเดินปัญญาอยู่แบบละเอียดยิบ

 

แต่ตอนนี้โยมเหมือนไม่รู้ ไม่เห็นอะไรเลยเจ้าค่ะ

 

มันผ่านมา ผ่านไปเฉยๆ เหมือนจิตเขาไม่รับรู้อะไรเลย

 

โยมเลยไปลองเดินจงกรมดู ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นอีก

 

เห็นแต่ว่ากายมันเดินช้า ไม่ทันใจ โยมก็เดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น

 

เร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทันใจอยู่ดีเจ้าค่ะ แต่โยมก็ไม่เหนื่อย

 

หลวงพ่อเมตตาสอนว่า การภาวนานั้นไม่จำเป็นว่า

 

จะต้องเดินปัญญาอยู่ตลอดเวลาหรอก

 

ตอนนี้โยมไม่ได้เดินปัญญาอยู่นะ จิตเขาพัก

 

เหมือนว่าเขาเหนื่อย เขาเลยพักอยู่เฉยๆ

 

แต่โยมก็ยังเห็นนี่ว่า เดินจงกรมแล้วมันช้าไม่ทันใจ

 

ยังตามทันความว่องไวของจิต ตอนนี้ถ้าจิตเขาจะพัก

 

ก็ปล่อยเขาพักไปก่อนนะ ภาวนาดีอยู่แล้วอย่าเพิ่งไปทำอะไร

 

ถ้าจะเดินจงกรมก็อย่าเดินเร็วมาก เดี๋ยวจะหกล้ม

 

เราก็น้อมรับว่า เจ้าค่ะ แล้วรีบส่งต่อคนอื่น เกรงใจว่า

 

คนต่อไปจะรอช้า เราซึ้งกับความเมตตาของท่านมากๆ

 

ที่ท่านเป็นห่วง เตือนว่าอย่าเดินเร็วเดี๋ยวจะล้ม

 

ทีนี้ก็ไม่ฟังอะไรแล้ว จิตหลงไปอยู่ในโลกของความคิด

 

คิดว่าถ้าวันนี้ไม่ได้ส่งการบ้าน เราต้องถลำดูแน่ๆ

 

เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า จะดูสภาวะให้ได้ จะต้องเห็นสภาวะให้ได้

 

โห ถ้าเราทำแบบนั้นจะต้องถลำดู แล้วตามดูลึกลงไป

 

ลึกลงไปเรื่อยๆแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไปติดอะไรที่ผิดๆเข้า

 

จะต้องตามแก้กันขนาดไหน พลันก็ระลึกรู้พระคุณอันท่วมท้น

 

ของครูบาอาจารย์ รู้ลงปัจจุบันเดี๋ยวนั้นเลยว่า

 

ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจ ไม่ต้องดิ้นรนที่จะส่งการบ้าน

 

ถ้าหลวงพ่อท่านเห็นว่า มีอะไรต้องเตือนต้องสอน

 

ท่านก็จะเรียกเอง หรือเรากำลังผิดอยู่ท่านก็จะเตือน

 

โอ้ พระคุณของท่านล้นฟ้าจริงๆ มองเห็นอัตตาแว่บๆ

 

พอฟังเทศน์จบ เราได้พบกัลยาณมิตรท่านที่ไปหาถึงบ้าน

 

ก็บอกท่านว่า ดีใจมากที่วันนี้ได้ส่งการบ้าน แต่ดีใจสุดๆคือ

 

หลวงพ่อท่านเรียกชื่อพี่ด้วยละ พี่แอบยืมวิธีของคุณมาใช้

 

ได้ผลจริงๆด้วย แต่เราก็ไม่พูด ไม่ถามกันหรอกว่าวิธีอะไร

 

อย่างไร ท่านหัวเราะ เราก็ดีใจว่าท่านไม่โกรธ

 

ที่เอาวิธีของท่านมาใช้ นี่แหละ ผู้ที่เจริญในธรรม

 

จะมีเหตุมีผลเสมอ ผู้ที่เจริญสติ ก็จะรู้สึกตัวไม่มักโกรธ

 

ได้คุยกับท่านนิดหน่อย คุยแต่เรื่องธรรมะ เรื่องสรรเสริญคุณ

 

ครูบาอาจารย์ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างมีความสุข

สิงหาคม

11

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณกู้

 

ดีใจจังค่ะที่คุณกู้ติดตามมาอ่าน น้าเองก็อยากเผยแพร่บล็อกนี้ออกไปให้มากที่สุดเหมือนกันค่ะ

 

ถ้าผู้อ่านทุกท่านจะเห็นว่า มันเป็นแค่ประสบการณ์การปฏิบัติของผู้เพียรที่จะปฏิบัติคนหนึ่ง

 

แล้วเผื่อว่าเราจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน หรือมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของผู้อื่น

 

ถ้าคุณกู้เห็นควร น้าก็ขอแรงคุณกู้ช่วยบอกต่อๆกันไปด้วยนะคะ น้ายังไม่ได้VDOที่อยากได้เลยค่ะ

 

เดี๋ยวตามหาได้แล้วจะนำมาเล่าสู่กันฟังที่นี่นะคะ เชื่อว่าคุณยอดใจดีคงกำลังทำอยู่ค่ะ

 

ขอบคุณ คุณกู้มากๆเลยที่เป็นกำลังใจให้น้าค่ะ

 

สวัสดีค่ะ คุณปู

 

คุณปูชอบทานไข่น้ำเหมือนน้าเลย น้าเรียกไข่น้ำอ่ะค่ะ เป็นกับข้าวอย่างเดียวที่ทำเป็น

 

ใส่ผักกาดขาวเยอะๆแล้วตอนนี้น้าก็ต้องต้มให้เปื่อยหน่อย ตามประสาคนแก่ ต้องช่วยอาหารอ่อนๆ

 

คุณปูมาอ่านบ่อยๆ น้าก็มีกำลังใจเขียนค่ะ ถ้าเห็นควรก็ช่วยกันบอกต่อค่ะ ขอบคุณ คุณปูนะคะ

 

 

 

สิงหาคม

9

diaryของอโหสิ

นับ 1 ใหม่

 

ที่จริง diary นี้เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. แต่พิมพ์ไม่ไหว

 

ครั้นจะไม่เก้บไว้ก็เสียดาย เพราะอยากเก็บทุกขั้นตอน

 

การภาวนาของตัวเองไว้ที่นี่ ไม่ใช่เพราะว่าภาวนาดีหรือถูกต้อง

 

ครบถ้วนแต่อย่างไร เนื่องจากเราก็ยังเป้นแค่ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง

 

เพียงแต่หวังว่า สักวันถ้าเราไม่อยู่แล้ว ลูกของเราทั้ง 2 คนจะเข้ามาอ่าน

 

และเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า น่าจะเพียรภาวนาตามอย่างแม่บ้าง นั่นคือสมบัติที่เราจะมอบไว้ให้

 

ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า สิ่งที่ผิดมี 2 อย่างคือ เผลอ กับ เพ่ง

 

ถ้าเราไม่เผลอและไม่เพ่ง จิตก็จะอยู่ตรงกลางพอดี เหมาะที่จะใช้ในการเจริญสติ

 

เพิ่งนึกได้ว่า เผลอ ฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย กว่าจะนึกได้ก็นานเกินไปแล้ว

 

เผลอตั้งแต่เมื่อวาน เพิ่งรู้สึกตัววันนี้ เฮ้อ ภาวนามานานขนาดนี้อ่ะนะ

 

เผลอได้ข้ามวันข้ามคืน ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเกิดขึ้นกับเราเอง

 

เผลอไปทำอะไรอยู่ ก็เผลอคิดน่ะแหละ คือตัวที่เผลอได้บ่อยที่สุด

 

ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ความคิดเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด คนเราคิดทั้งวัน

 

แต่นักปฏิบัติเมื่อคิดไปแล้วก้จะรู้ว่าเผลอ สติก็จะกลับมา

 

แต่จะว่าไป จิตเราตื่นขึ้นมาก็จากการเผลอคิดนี่แหละ

 

สงสัยว่าจะไม่ได้ไปกราบหลวงพ่อนานเกินไปแล้ว

 

จิตมันเลยไม่ตั้งมั่น มัวๆแถมมั่วๆด้วย

 

ความจริงเมื่อวานหลวงพ่อท่านมาเทศน์โปรดที่ กทม.

 

แต่เราไปไม่ไหว อยู่ๆขาก็เกิดไม่มีกำลัง เหมือนกล้ามเนื้อไม่มีแรง

 

เสียใจ แล้วก็เสียดาย ครูบาอาจารย์มาถึงนี่แล้วยังไม่ได้ไปกราบท่านอีก

 

แต่ก็ดีไปอย่าง ถ้าได้ไปก็จะได้ฟังธรรมที่ถูกกับจริตของเรา

 

แต่เมื่อไปไม่ไหวก็ลงนั่ง พิจารณาว่าขณะนี้เราทำอะไรอยู่

 

เหมือนมันไม่รู้อะไรเลย ดูสภาวะก็ไม่ชัด เหมือนมันผ่านไปผ่านมาอยู่นอกๆ

 

ไม่ได้เข้ามารู้กาย รู้ใจเลย จริงซิ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนภาวนาไม่เป้แล้ว

 

แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป รอจนกว่าจะได้ไปกราบเรียนถามครูบาอาจารย์หรือ

 

ไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ ไปแล้วก็ไม่รู้อีกว่าจะได้ถามไหม เพราะตอนนี้ลูกศิษย์ท่านเยอะมาก

 

นึกอะไรไม่ออก หยิบรูปท่านขึ้นมาเหนือหัว ถามว่า หลวงพ่อขา ลูกจะทำอย่างไรดี

 

เงียบ ไม่รู้สึกอะไรเลย เอาใหม่ ตั้งจิตใหม่ ตั้งใจดีๆ ถามท่านใหม่

 

หลวงพ่อขา กราบเรียนถามหลวงพ่อค่ะ เมตตาชี้แนะให้ลูกด้วย

 

เหมือนได้ยินเสียงท่านบอกว่า นับ 1 ซิ นับ 1 แล้วดี จริงซิ

 

ท่านเคยสอนว่า นับ 1 บ่อยๆแล้วดี ดีใจที่ได้คำตอบ ถามแล้วต้องทำ

 

ไม่ทำก็ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไม เอ แล้วเขานับ 1 กันยังไงนะ

 

นึกไปถึงตอนที่เราตั้งต้นหัดภาวนาใหม่ๆ ซึ่งก็นานมาหลายปีอยู่

 

นึกไม่ออกด้วยว่า ทำมาทีแรกแบบไหน เริ่มอย่างไรจึงมาถึงวันนี้

 

เริ่มคิดๆๆๆ คิดเท่าไหร่ก้ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด

 

โห คิดไปถึงคำสอนของหลวงปู่เลยเหรอ ชักจะไปกันใหญ่ แต่มันก็จริงๆ

 

คิดไปคิดมา คิดวกวน คิดจนฟุ้งซ่าน ก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เออ กำลังฟุ้งซ่านอยู่

 

ไม่ได้ดูกาย ดูใจเลย คิดไปเรื่อยเปื่อย พอระลึกรู้ตรงนี้ว่า กำลังหลงคิด

 

ย้อนมาดูจิต ถอนหายใจอย่างโล่งอก เอาละ ภาวนาเป้นแล้ว

 

เลยได้ความรู้ขึ้นมาใหม่ว่า การนับ 1 ไม่ต้องไปตั้งต้นตั้งแต่แรกหรอก

 

รู้เมื่อไหร่ก้ 1 เมื่อนั้น พอรู้ปุ๊บก็ดูจิตต่อไปได้เลย

 

ถ้าอยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์ท่านคงจะถามว่า

 

ตอนนี้จิตเป้นยังไง จิตมีโมหะค่ะ จิตมีโทษะค่ะ โกรธที่จิตมีโมหะค่ะ

 

จิตเลยไม่เป้นกลางค่ะ ได้เห็นความจริงว่า ความคิดที่ผ่านมาเป็นวันๆนั้นหลงไป

 

แต่ความคิดตรงนี้รู้สึกตัว

 

ขอกราบแทบเท้าหลวงพ่อด้วยความระลึกถึงพระคุณอันสูงสุด

สิงหาคม

9

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน ขออนุญาตตอบ comment ในหน้าdiary นะคะ

 

ขอโทษด้วยค่ะที่เข้ามาตอบช้า และ ขอบคุณทุกๆ comment นะคะ

 

ที่กรุณาเข้ามาติชม มีพลังเดินหน้าไปด้วยกัน เราจะจับมือกันไว้แล้วไปด้วยกันค่ะ

 

คุณกู้คะ  ขอบคุณ คุณกู้ค่ะที่เป็นห่วงน้า วันที่จะไปกราบหลวงพ่อน้าไม่ถึงกับล้ม

 

แต่ยืนอยู่ดีๆ กล้ามเนื้อขาก็หมดแรงทรุดลงไปเฉยๆค่ะ พอพยุงตัวลุกขึ้นมาได้

 

ก็ประท้วงไม่ยอมเดินซะดื้อๆงั้นเองค่ะ แต่ตอนนี้มีแรงไปกราบครูบาอาจารย์ได้แล้ว

 

ได้ไปกราบทั้ง 2 ท่านเลยค่ะ ปลื้มปิติมาก มีเรื่องสนุกๆมาเล่าด้วย แต่ไม่แน่ใจว่า

 

คนอ่านจะสนุกหรือเปล่า เอาเป้นว่าในฐานะญาติธรรมเรามาแบ่งปันกันแล้วกันค่ะ

 

คุณกู้มีน้ำใจกับน้ามากที่คอยเป็นห่วงและติดตามความเคลื่อนไหวของน้า รู้สึกดีๆจังเลยค่ะ

 

และขอบคุณสำหรับรูปภาพงามๆน่าประทับใจในบรรยากาศของวัดที่ดูสงบ ร่มเย็น

 

ที่คุณกูกรุณานำมาโพสท์ให้ ม่ายงั้นกระทู้น้าคงเงียบเหงาน่าดูเลยค่ะ

 

********************************* 

 

คุณปูคะ  น้าเข้าไปอ่าน RE ของคุณปูในกระทู้น้าที่ลานธรรมแล้ว

 

ขอบคุณจริงๆค่ะ เลยรู้ว่าคุณปูติดตามกระทู้มาโดยตลอด อ่านตรงที่คุณปูบอกว่า

 

อ่านแล้วใจคอไม่ดีเลย น้าว่าวางได้แล้วนะ แต่ก็ยังน้ำตารื้นๆนิดนึง

 

แต่พอน้าเขียนข้อความหลังสุดแล้ว น้าสบายใจมากเลยค่ะ เหมือนเรา

 

ปลดภาระที่แบกอยู่วางลงอย่างสงบและเรียบร้อย หมดความยึดถือ

 

หมดความห่วงใย หมดความผูกพันธ์ (กับกระทู้นะคะ) แต่กับตัวบุคคลยังผูกพันธ์

 

อยู่อย่างเหนียวแน่นเลยค่ะ และถ้ากระทูจะปิดต้วของเค้าลงเอง น้าก็คงไม่คิดถึง

 

ไม่ห่วงใย ไม่ต้องคอยลุ้นอย่างที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุก็เกิด หมดเหตูก็ดับ

 

แต่กระทู้นี้ให้คุณกับน้ามากที่ได้เจอกัลยาณมิตรและญาติธรรมที่มีความห่วงใยให้แก่กัน

 

********************************** 

 

คุณพรคะ  แม่ขอบคุณ คุณพรนะคะที่เข้าไปตั้งกระทู้วันแม่ให้แม่ที่เวปบ้านPHA

 

ความจริงแล้วแม่ผูกพันธ์กับที่นั่นมาก กว่าจะก่อตั้งขึ้นมาสำเร็จ กว่าจะเป้นที่รู้จัก

 

กว่าจะเป้นที่พักกายพักใจของกลุ่มPHA แม่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ไม่น้อย

 

จนเงินขาดมือลง แม่ก้ตัดใจจะปิดเวปบ้านฟ้าเหมือนกันค่ะ พอดีคุณป้อมรู้เรื่องเข้าก็ยื่นมือมาช่วยไว้

 

จึงยังคงมีบ้านฟ้าอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ณ.วันนี้เวปนี้เหมือนเจตนาของแม่ถูกเปลี่ยนไป

 

แม่เลยถอยออกมาดูเฉยๆ แต่ก็อย่างที่คุณพรว่าแหละค่ะ เมื่อรูปของแม่และหนึ่ง

 

ยังอยู่ข้างบนของเวป แม่ยังคงผูกพันธ์อยู่ และอีกอย่างหนึ่งแม่เห็นว่าพวกเราหลายคน

 

ช่วยกันตอบได้แล้ว ก็เลยออกมาเป็นผู้ดูเฉยๆ แต่ยังไม่วางมือหรอกค่ะ เก็บไว้เป็นที่พักพิง

 

ทางใจสำหรับสมาชิกที่เข้ามาใหม่ๆทุกวัน ขอบคุณ คุณพรนะคะที่ช่วยเหลือและห่วงใยแม่มาตลอด

 

ถ้าน้องชายคนดีของคุณพรว่างเมื่อไหร่แล้วเราไปทานข้าวกันค่ะ (ถ้าแม่ไหว)

 

คุณพรรักษาสุขภาพด้วยนะคะ เป็นห่วงค่ะ

สิงหาคม

2

Diaryของอโหสิ

บทเพลงแห่งความเหงา

 

อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์วุ่นวายอยู่กับการหาหมอ

 

ดูระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรับยารักษาเบาหวาน

 

กำลังจะมีโรคเพิ่มมาอีก 1 โรค แต่ผลเลือดยังขึ้นๆลงๆ

 

จนเมื่อวันศุกร์หมอได้เจาะเลือดดูผลเลือดที่จะชี้ว่า

 

ใน 3 เดือนที่ผ่านมามีแนวโน้มว่าจะเป้นเบาหวานไหม

 

ปรากฏว่าผลเลือดตรงนี้สูงมาก แสดงว่าเป็นไปได้

 

แต่หมอก็ยังไม่ให้ยา นัดใหม่อีก 1 อาทิตย์ แต่เราไม่ไหวแล้ว

 

ไม่มีปัญญาติดตามการรักษาขนาดนั้น บอกตัวเองว่าจบแล้ว พอแล้ว

 

รู้แค่นี้ก็พอแล้ว ถึงหมอจะให้ยาหรือไม่ให้เราก้ต้องดูแลตัวเอง

 

ต้องระวังอาหารอยู่ดี ดูแลร่างกายไปตามเหตุปัจจัยเท่าที่จะทำได้

 

อาทิตย์นี้เสียค่าหมอไปหลายตังค์

 

เลยลุกขึ้นสวดมนต์ ทำสมาธิ สมาธิแบบง่ายๆ สบายๆ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

 

คือการทำสมาธิ เราจะไม่ได้ตั้งใจ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ไปตามนั้น

 

เมื่อคืนทำสมาธิแล้วจิตมีกำลังดี บางคั้งจิตก็ไปแนบแน่นกับลมหายใจ

 

บางครั้งจิตก็แค่รู้ว่า กำลังหายใจ เข้า ออก สั้น ยาว หรือหยุด

 

บางครั้งจิตก็เผลอแว่บไปคิดโน่นคิดนี่ บางครั้งจิตก็ไปดูเวทนาบ้าง

 

ดูรูปที่นั่งอยู่เฉยๆบ้าง และบางครั้งจิตก็รวมดี บางครั้งจิตก็ไปพิจารณาอารมณ์ของจิต

 

การทำสมาธิแบบนี้มั่วมาก มีทั้งผิดและถูก เป็นสัมมาสมาธิบ้าง เป็นมิจฉาสมาธิบ้าง

 

แล้วแต่ว่าจิตเขาจะเป็นอย่างไร ก้ตามรู้ตามดูไป แต่พอถอยออกมา จิตก็มีกำลังดี

 

รู้สึกโปร่ง โล่ง เบาสบายขึ้น นอนหลับก้รู้สึกตัว ตื่นเช้ายังคงความรู้สึกตัวไว้

 

พอดีวันนี้เป็นวันหยุด ลูกเจ้าของบ้านที่อยู่ห้องติดกันเปิดทีวี

 

เสียงก็ไม่ดังกระทบใจเรามาก แต่พอได้ยินก็ฟังไปเพลินๆ

 

ตาไม่กระทบรูปเพราะไม่ได้ดูทีวี แต่หูกระทบเสียงเพราะได้ยินเสียงเพลง

 

ได้ยินว่าเป้นรายการบทเพลงแห่งความเหงา ฟังแล้วกระทบใจดี

 

จิตก็ออกมารับอารมณ์ แล้วย้อนกลับมาดูที่จิตเอง

 

เราเคยเหงาไหม เคยมากๆ เหงาอะไรนักหนาก็ไม่รู้

 

แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เรามาเรียนรู้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน

 

มีสติตามรู้กาย รู้ใจ ตามความเป้นจริง รู้ลงปัจจุบัน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

 

เราลืมไปแล้วว่าความเหงาเป็นอย่างไร จิตไปกระทบอะไรก้ดูไป รู้ไป

 

รู้มั่ง ไม่รู้มั่ง จิตจะไปรับรู้อารมณ์อะไรก็เป้นแค่สิ่งที่ถูกรู้ถูกดู

 

ไม่กระโดดลงไปเล่นด้วย แต่ถ้าเผลอลงไปร่วมด้วย

 

ทันทีที่รู้สึกตัว จิตก็จะแยกออกมาเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู

 

พลันก็ระลึกรู้ถึงพระคุณอันหาที่สุดมิได้ของครูบาอาจารย์

 

ที่เมตตาสั่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายจิตตื่นขึ้นมา ขอน้อมกราบแทบเท้า

 

จะเพียรภาวนาต่อไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชา

 

เพราะนี่เป้นสิ่งเดียวที่จะตอบแทนพระคุณของท่านได้

 

ครูบาอาจารย์อยากเห็นลูกศิษย์ทุกคนพ้นทุกข์

 

ณ วันนี้เรายังไม่พ้นทุกข์ แต่ก็ไม่ท้อ จะเดินหน้าต่อไป

 

ขอบคุณ คุณกู้นะคะที่ตามมาอ่าน เรามาเดินไปด้วยกันค่ะ

กรกฎาคม

28

diaryของอโหสิ

กุศลกับอกุศล

 

เมื่อวานเกิดปิติทั้งเช้าและบ่าย เมื่อวานมีผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง

 

ส่งหนังสือมาให้อ่าน 2 เล่ม พร้อมทั้งcd สวดมนต์ที่กำลังอยากได้อยู่

 

หนังสือทั้ง 2 เล่มนั้นมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน ยังอ่านไม่จบหรอก

 

หนังสือธรรมะเป็นอะไรที่ต้องด้วยใจเลยอ่านได้ช้า ถ้าอ่านด้วยตา

 

ก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เราก็ดีใจนะ เห็นชัดเลยว่าจิตมันดีใจ

 

พอเห็นจิตที่พอใจมันก็ไปยินดีต่อ จิตให้ค่าทันที พักนี้จิตเค้าให้ค่าตลอดเวลา

 

ไม่มีซะละที่จะเป็นกลาง ท่านผู้นี้มีพระคุณต่อเรามาก ช่วยเหลือเกื้อกูล

 

เรามาหลายปีแล้วให้เราดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ และเป็นผู้ชี้นำให้เราเห็นว่าจิตเดิมแท้

 

ของคนเราเป็นอย่างไร คำชี้แนะของท่าน เราเอามาลงไว้ในวัตถุประสงค์ของบล็อกนี้ด้วย

 

นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่ส่งหนังสือเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรมมาให้เราอ่านเมื่อหลายปีก่อน

 

เมื่อมีเหตุ ผลก็เกิดตามมา คือทำให้เราได้มาเดินอยู่บนเส้นทางธรรม ณ เวลานี้

 

ครั้นตอนบ่ายก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งที่มีพระคุณกับเรามาก ทั้งๆที่ได้รู้จักกันไม่นาน

 

แต่ใจย่อมถึงใจ มาหาเราถึงบ้านพร้อมขนมอร่อยๆหลายอย่าง

 

(พูดเรื่องกินก่อนเรื่องอื่นไว้ทีหลัง แย่จริง)

 

เห็นชัดขึ้นมาเลยที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า จิตอย่างไร ใจอย่างนั้น

 

ท่านนำรูปภาพของหลวงตาและหลวงพ่อมาฝากหลายรูป ภาพชัดมาก เห็นแล้ว

 

ต้องก้มลงกราบทันทีเลย ทนไม่ไหวปิติที่พักนี้ไม่ค่อยเกิดก็เกิดอย่างท่วมท้นแบบง่ายๆ

 

แล้วนำcdพระสูตรมาฝากด้วย  ที่เรารู้สึกดีมากๆคือ ท่านเมตตานำcd ของท่านมาแบ่งปันให้ยืมฟัง

 

(เป้น cd ส่วนตัว) ถือได้ว่าท่านเมตตาเราในระดับหนึ่ง ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน

 

เราก็ไม่เอาน้ำเอาท่ามารับรองเลย เพราะท่านห้ามไว้ เราก้ขี้เกียจลุกพอกัน

 

สนทนาธรรมกันมีความสุขมาก ท่านแนะนำวิธีการเดินจงกรมให้เราดูด้วย

 

พอดีเรากำลังคิดอยู่เหมือนกันว่า ตั้งแต่หัดภาวนามายังไม่เคยเดินจงกรมเลย

 

ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านจะสอนเสมอว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ไหว้พระ สวดมนต์

 

ทำสมาธิ เดินจงกรม ต่อไปนี้เราจะเริ่มเดินจงกรมละสนทนากันสักชั่วโมงท่านจึงกลับไป

 

เรามีความสุขมาก ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเยียนราถึงบ้านนานแล้ว

 

เหมือนน้ำที่หยดลงมาบนพื้นทรายที่แห้งแล้ง ให้ชุ่มฉ่ำขึ้น

 

ความสุขเกิดขึ้นแป๊บเดียวก็ผ่านไป ตกเย็นหงุดหงิด ครั้งนี้เห็นชัด

 

เพราะเป็นความหงุดหงิดแรงจนเกือบจะกลายเป็นโทษะเลยแหละ

 

เริ่มไม่พอใจอีกแล้ว ไม่รู้ด้วยว่าไม่พอใจอะไร รู้แต่ว่าไม่พอใจอะไรสักอย่างเดียว

 

วิภวตัณหากลายเป็นสภาวะเด่นที่เรารู้เห็นชัดที่สุดตอนนี้ ซึ่งอาจารย์ท่านหนึ่ง

 

ก็เคยบอกกับเราว่า กิเลศตัณหามันก็มีอยู่เท่านี้ มันอยู่ของมันอย่างนั้นแหละ

 

สุดแต่ว่าเราจะเอาเข้าหรือผลักออก เฮ้อ! ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกในชีวิต

 

แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว ได้เจอพุทธศาสนา ได้พบสัตบุรุษ ได้พบครูบาอาจารย์ที่ท่าน

 

สอนจริงได้จริง แล้วจะทิ้งไปตั้งต้นใหม่เมื่อไหร่กัน ในเมื่อเห็นๆอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

เดินต่อไปเถอะ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น พูดไปงั้นแหละ จิตมันไม่ยอมหรอก

 

มันอยากได้อยู่ตลอดเวลาน่ะ ถอนยากจริงๆ ตัณหานุสัยเนี่ย

 

ตอนนี้ก็ครบปีแล้วที่จิตตื่นขึ้นมา ยังไม่มีอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันเลย

 

ลองสำรวจตัวเองใหม่ กุศลอะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง เราก็เพียรทำอยู่ตลอดเวลานะ

 

ก็ทำมากพอควรอยู่ แล้วอกุศลล่ะ มีอกุศลอะไรที่ยังไม่ได้ละบ้าง มีสิ

 

คิดดูดีๆแล้วต้องอึ้งเลย มันเป้นอกุศลชัดๆ ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนหรอก

 

แต่ทำให้ตัวเราเองน่ะแหละเดือดร้อนที่สุด พอดีอกุศลตัวนี้มันเนียนมาก

 

เนียนเพราะจิตเราไม่เป็นกลางน่ะแหละ ละมันไม่ได้สักที เพราะความลังเลสงสัย

 

ว่าตัวนี้มันเป็นกุศลหรืออกุศลกันแน่ แต่วันนี้ต้องรู้ตามจริงให้ได้ว่ามันเป็รอกุศลนะ

 

ความจริงมันเป็นอกุศลนะ จริงๆนะ ย้ำหลายๆหนหน่อย อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไปเลย

 

เด็ดขาดเดี๋ยวนี้ก่อนที่จะไปเสียดายตอนกำลังจะตาย เอาละเราจะตัดละนะ

 

หนึ่ง สอง สาม ฉับ ขาดกัน อย่าได้มาพบเจอกันอีกเลย มัวเสียดายน้ำผึ้งหยดเดียว

 

และเล็มอยู่ตรงนี้เสียเวลาไปนานมากแล้ว น้ำผึ้งแท้ๆทั้งไห รอเราอยู่ข้างหน้า

 

รีบเดินไปให้ถึงเถิด สาธุ วันนี้ขออนุโมทนาให้ตัวเองสักครั้ง

กรกฎาคม

26

diaryของอโหสิ

สวัสดีค่ะ คุณกู้และคุณปู

 

ขอบคุณและดีใจมากมายที่คุณปูและคุณกู้มาเยี่ยมน้าที่นี่

 

ขอโทษด้วยนะคะที่ตอบช้า เพราะหลายวันมานี้ลุกไม่ไหว

 

เวียนหัว บ้านหมุน และอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรงอีกแล้ว

 

ความจริงน้าเขียน diary ขึ้นเพื่อเป็นการบันทึกประสบการณ์

 

การภาวนาของน้า ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีทั้งผิดและถูกตามประสา

 

ปุถุชนคนธรรมดา แต่เมื่อมีผู้ใจดีเมตตาทำบล็อกให้ก็เลยนึกอยาก

 

เผยแพร่ให้ผู้ชอบในการปฏิบัติธรรมมาอ่านกันดู เผื่อว่าใครมีแระสบการณ์

 

ในการปฏิบัติจะได้กรุณามาเล่าและเพื่อช่วยกันท้วงติงชี้แนะในสิ่งที่ผิด

 

น้าหวังว่าคุณกู้และคุณปูได้โปรดแวะมาอ่านกันอีกนะคะ มาช่วยกัน comment

 

ถ้าเห้นว่าควรทำต่อไปก็ช่วยบอกต่อด้วยค่ะ อนุโมทนานะคะ

 

*********************************************************************************************

 

จิตที่ไม่พอใจ

 

หลายวันมานี้ไม่สบายเลย แม้แต่จะลุกขึ้นมาทำภาระกิจของตัวเองก็ไม่ค่อยไหว

 

ได้แต่นอนดูสภาวะต่างๆของกาย ใจ ไปเรื่อยๆ แต่ก็ได้เห็นตัวโทษะของวิภวตัณหา

 

ตามที่อาจารย์ท่านชี้บอกไว้จริงๆ จิตเราไม่พอใจเลย โกรธบ้าง หงุดหงิดบ้าง

 

พอจิตเห็นความไม่พอใจชัดๆ จิตก็ไปโกรธความไม่พอใจนั้นอีก เป็นโกรธซ้อนโกรธ

 

พอรู้สึกตัวก็ไปยินร้ายกับสภาวะนั้นอีก โอย ทีนี้เลยวุ่นวายยุ่งเหยิงกันไปใหญ่

 

บางครั้งกิเลศก็เข้ามาครอบงำจิต บางครั้งจิตก็แยกเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ

 

ทำให้นึกไปถึงเรื่องราวที่เคยอ่านเจอว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระสารีบุตร

 

ถวายงานพัดให้พระพุทธเจ้า หลานของพระสารีบุตรผ่านมาเห็นเข้า

 

จึงพูดกระทบกระเทียบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างข้าพเจ้าไม่พอใจหมด ซึ่งประโยคนี้

 

หมายรวมถึงพระพุทธเจ้าด้วย  พระพุธเจ้าจึงตรัสตอบว่า ถ้าอย่างนั้น

 

เธอควรไม่พอใจความคิดเห็นนั้นของเธอด้วย และพระองค์ได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็น

 

อเนกปริยาย พระสารีบุตรถวายงานพัดไป ฟังไป จนจิตของพระสารีบุตรพ้นจากอาสวะทั้งปวง

 

เราแว่บคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะจิตเราตกอยู่ในความไม่พอใจอะไรเลย แต่กแค่แว่บเฉยๆ

 

ไม่ get อะไรเลยอ่ะ สงสัยสติไม่มา ปัญญาไม่เกิด จิตไม่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

 

ทบทวนดูตัวเองอีกที ก็เห็นว่าเราภาวนาด้วยความอยากบรรลุธรรมมาตลอดเวลา

 

ที่นอนไม่สบายอยู่ มันมีความโลภเพราะกลัวว่าจะไม่ทัน จะตายเสียก่อน

 

ยิ่งอยากก็ยิ่งไม่ได้ มันจะรอดไหมเนี่ย เห็นความตายรออยู่ ไม่มีมรณานุสติ

 

กลับไปมีแต่กิเลศและตัณหา ไม่เป็นไร รู้ตัวดีกว่าไม่รู้ นับ 1 ใหม่ นับ 1 ไปเรื่อยๆ

 

เริ่มรู้สึกตัวว่าภาวนาแข่งกับความอยากแล้วมันจะได้อะไร เหมือนได้ยินเสียง

 

ครูบาอาจารย์แว่วๆมาว่า ไม่ได้ภาวนาให้ได้อะไร แต่ภาวนาเพื่อให้รู้ทุกข์ รู้จนเบื่อหน่าย

 

เมื่อเบื่อหน่ายก็จะคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดก็จะหลุดพ้น ภาวนาให้มีสติ

 

ตามรู้กาย รู้ใจตามความเป้นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

 

ตอนหัดภาวนาใหม่ๆ เราก็สงสัยเหมือนกันว่ารู้สภาวะแล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร

 

แต่พอปฏิบ้ติมาเรื่อยๆ จึงรู้ว่า การที่เราจะบรรลุธรรมขั้นแรกคือโสดาบันนั้น

 

ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ มีศีลครบ มีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย

 

และละความเห็นผิดว่ามีตัวเรา การเห็นสภาวะตามจริงบ่อยๆจะทำให้เราเห็นถึง

 

ความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ บังคับไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

 

ของกายและใจ เมื่อเห็นจนจิตเขาพอของเขาแล้ว จิตก็จะรู้ได้เองว่า

 

กาย ใจ ไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 

แต่เรายังไม่ได้หรอก เห้นได้บ้างเป็นบางครั้ง ก็เห็นไปงั้นๆ

 

สติปัญญาตัวจริงยังไม่เกิดหรอก เพราะข้อนี้แหละเป้นข้อที่ยากที่สุด

 

ของปุถุชน ส่วยศีลและความศรัทธาเรามั่นใจว่าเรามีแล้ว

 

เราเชื่อว่าถ้าเรายังเดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง และมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง

 

สักวันเราก้จะได้ของจริง เราจะยังคงเพียรเดินไป ถ้าเดินไม่ไหวก็จะยัง

 

คลานต่อไปจนถึงที่สุด ด้วยเวลาทั้งหมดของลมหายใจที่มีอยู่